Health Magazine : Hospital Magazine 37 oC

Vejthani Hospital International Medical & Health Care Services, hospital thailand
is one of the most modern private hospitals in Bangkok, Thailand. Internation Hospital in Asia Pacific. We offer full range of medical services in Thailand including skin treatment, dental practices, orthopedic, plastic surgery, face lift, limbs lengthening treatment and More....
   
     
 
       
   

 

mosq3

dengue_mosquito

 
 
ความรู้เรื่องโรคไข้เลือดออก
 
โดย พญ. วิภาดา ปาริยะประเสริฐ
 
แพทย์เฉพาะทาง
กุมารเวชศาสตร์โรคภูมิแพ้และอิมมูโนวิทยา
ประวัติแพทย์
ปริญญาบัตร
แพทยศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 1)
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วุฒิบัตร
สาขากุมารแพทย์

ประกาศนียบัตร
สาขาภูมิแพ้และอิมมูโนวิทยา
คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
เวลาออกตรวจ
จันทร์ เวลา 06.00 - 20.00 น.
พุธ เวลา 06.00 - 15.00 น.
พฤหัส เวลา 12.00 - 17.00 น.
ศุกร์ เวลา 06.00 - 15.00 น.
อาทิตย์ เวลา 12.00 - 20
สถานที่
โรงพยาบาลเวชธานี แผนกกุมารเวช ชั้น 2
 
การนัดหมายและติดต่อสอบถาม
โทร. (02) 734 - 0000
ต่อ 3310, 3311, 3312
โทรสาร (02) 734 - 0044 - 5
 
 
 
ไข้เลือดออก (Dengue hemorrhagic fever )
 
 

 

 
     
 

ไข้เลือดออก คืออะไร ?

ไข้เลือดออก (Dengue hemorrhagic fever) เป็นโรคติดเชื้อจากไวรัสเดงกี่ (Dengue virus) ที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ปัจจุบันมีไวรัสเดงกี่ทั้งหมด 4 สายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์ 1 , 2, 3 และ 4 โดยทุกสายพันธุ์มีโอกาสก่อให้เกิดโรคได้ทุกความรุนแรง

11441_003     

ยุงลายแพร่กระจายไวรัสเดงกี่อย่างไร ?

ยุงลายเป็นยุงบ้านมีขาสีดำสลับขาว ขนาดค่อนข้างเล็ก โดยทั่วไปยุงลายจะออกหากินกัดคนในเวลากลางวัน ยุงลายจะเพาะพันธุ์ในน้ำใสสะอาดและนิ่ง แหล่งเพาะพันธุ์ส่วนใหญ่คือภาชนะเก็บน้ำในบ้านที่มีน้ำขังเกิน 7 วัน เมื่อยุงลายตัวเมียดูดเลือดจากผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสเดงกี่เข้าไป เชื้อไวรัสเดงกี่ในยุงจะเพิ่มจำนวน และกระจายเชื้อเข้าไปสู่ต่อมน้ำลายของยุง เตรียมพร้อมที่จะปล่อยเชื้อให้กับคนที่ถูกกัดครั้งต่อไปได้ตลอดอายุของยุงซึ่งอยู่ได้นาน 1-2 เดือน จะพบยุงลายชุกชุมมากในฤดูฝน การควบคุมยุงลายทำได้โดยทำลายแหล่งเพาะพันธุ์อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และกำจัดลูกน้ำยุงลายโดยใส่ทรายอะเบต ( abate) ลงในภาชนะใส่น้ำ

การติดเชื้อไวรัสเดงกี่จะมีอาการอย่างไร ?

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 90 ที่ได้รับเชื้อไวรัสเดงกี่จะไม่แสดงอาการ ส่วนผู้ป่วยที่แสดงอาการ แบ่งอาการออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

•  ไข้ไวรัส (viral syndrome) ผู้ป่วยจะมีเพียงไข้ 2-3 วัน และอาจมีผื่นตามตัว ซึ่งจะมีอาการคล้ายกับติดเชื้อไวรัสอื่นๆ

•  ไข้เดงกี่ (Dengue fever) ผู้ป่วยจะมีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว มักมีผื่นตามตัว และพบจุดเลือดออกจากการทำทดสอบ tourniquet test ถ้าเจาะเลือดมักจะมีเม็ดเลือดขาวต่ำ บางรายอาจมีเกล็ดเลือดต่ำร่วมด้วย

•  ไข้เลือดออกเดงกี่ (Dengue hemorrhagic fever) ผู้ป่วยมีไข้สูงลอย 2-7 วัน มีอาการเลือดออกส่วนใหญ่พบที่ผิวหนัง ตับโต และพบจุดเลือดออกจากการทำทดสอบ tourniquet test ลักษณะเฉพาะของโรคคือมีการรั่วของพลาสมาหรือน้ำเหลืองออกจากเส้นเลือด ทำให้มีโอกาสเกิดภาวะช็อก (Dengue shock syndrome) ได้ โดยส่วนใหญ่จะมีการรั่วของพลาสมาประมาณ 24-48 ชั่วโมง หลังจากระดับเกร็ดเลือดลดต่ำลง

ไข้เลือดออกมีอาการอย่างไร ?

การดำเนินโรค แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้

•  ระยะไข้สูง ผู้ป่วยจะมีไข้สูง 39-41 องศาเซลเซียส ส่วนใหญ่ติดต่อกันเป็นเวลา 2-7 วัน มักมีอาการหน้าแดง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร อาเจียน ปวดท้องบริเวณลิ้นปี่หรือใต้ชายโครงขวา ตับโตกดเจ็บ บางรายอาจมีจุดเลือดออกเล็กๆ กระจายที่ผิวหนัง มักไม่มีอาการหวัดชัดเจน

•  ระยะวิกฤต เป็นระยะที่ไข้มักลดลงอย่างรวดเร็วและมีการรั่วของพลาสมา ถ้าหากมีการรั่วอย่างมาก จะเกิดภาวะช็อกได้ ผู้ป่วยจะมีอาการกระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ชีพจรเต้นเร็วและเบา มีความดันโลหิตต่ำ และอาจมีอาการเลือดออกที่อวัยวะอื่นๆ ในรายที่รุนแรงอาจมีอาเจียนและถ่ายอุจจาระเป็นเลือดซึ่งมักจะเป็นสีดำ

•  ระยะฟื้นตัว เป็นระยะที่พลาสมากลับเข้าสู่กระแสโลหิต ผู้ป่วยจะมีอาการทั่วไปดีขึ้น มีความอยากอาหาร ปัสสาวะเพิ่มขึ้น มีผื่นเป็นวงกลมสีขาวกระจายอยู่บนปื้นสีแดง และอาจมีอาการคันร่วมด้วย

ทราบได้อย่างไรว่าเป็นไข้เลือดออก ?

วินิจฉัยจากลักษณะอาการทางคลินิกที่เข้าได้ ร่วมกับการตรวจทางห้องปฏิบัติการเบื้องต้น ดังนี้

•  การตรวจนับเม็ดเลือด ในตอนต้นของระยะไข้สูง จำนวนเม็ดเลือดขาวอาจปกติหรือสูงเล็กน้อย ในตอนปลายของระยะไข้สูง จำนวนเม็ดเลือดขาวมักต่ำลง ( น้อยกว่า 5 ,000 เซลล์ / ลบ.มม. ) ต่อมาจะพบว่าจำนวนเกร็ดเลือดต่ำลง ส่วนใหญ่มักต่ำกว่า 100 ,000 เซลล์ / ลบ.มม. กรณีที่มีการรั่วของพลาสมา ระดับความเข้มข้นของเลือดหรือค่า hematocrit มักเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 หรือมากกว่า

•  การตรวจภาพรังสีปอด อาจมีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด

•  การตรวจอื่นๆ เช่น การตรวจภาวะการแข็งตัวของเลือด การตรวจการทำงานของตับ การตรวจทางภูมิคุ้มกันจำเพาะต่อเชื้อ การเพาะเชื้อไวรัส เป็นต้น

การรักษาโรคไข้เลือดออก

ผู้ป่วยที่มีอาการเข้าได้กับโรคไข้เลือดออก ควรได้รับการตรวจติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อตรวจปริมาณเกร็ดเลือดและระดับความเข้มข้นของเลือด

•  ในช่วงระยะไข้สูง ควรเช็ดตัวเพื่อลดไข้ ระวังอาจมีการชักได้โดยเฉพาะในเด็กเล็ก หรือเด็กที่มีประวัติชักมาก่อน การรับประทานยาลดไข้ควรให้ด้วยความระมัดระวัง และให้เป็นครั้งคราวเวลาที่มีไข้สูงเท่านั้น กรณีจำเป็นต้องให้ยาลดไข้ควรใช้ยาพวก พาราเซตามอล (paracetamol) ไม่ควรใช้ยาลดไข้จำพวกแอสไพริน (aspirin) และ ibuprofen เนื่องจากเสี่ยงต่อภาวะเลือดออก

•  ในกรณีที่เริ่มเข้าสู่ระยะวิกฤตหรือระยะที่มีการรั่วของพลาสมา ควรรับผู้ป่วยไว้ในโรงพยาบาล

•  ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการเบื่ออาหารมาก ไม่รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำเลย ถ่ายปัสสาวะน้อยลง อาเจียนมาก ปวดท้องอย่างรุนแรง ซึม มีอาการเลวลงเมื่อไข้ลง กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น อาจเป็นอาการนำของภาวะช็อก ควรรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที

คำแนะนำ

ถ้าผู้ป่วยมีไข้สูงติดต่อกันเกิน 3 วัน ควรพบแพทย์ เพื่อการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้อง ระวังไม่ให้ยุงกัดในเวลากลางวัน และกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย

 

 

 

  ถ้าบุตรหลานท่าน มีอาการเหล่านี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์
 
  • มีอาการเลวลงเมื่อไข้ลดลง
  • มีเลือดออก เช่น เลือดกำเดา อาเจียนหรือถ่ายเป็นเลือด
  • อาเจียนมาก ตลอดเวลา
  • ปวดท้องมาก
  • ผู้ป่วยซึม ไม่ดื่มน้ำ หรือรับประทานอาหารได้น้อยลง
  • กระหายน้ำตลอดเวลา
  • กระสับกระส่าย เอะอะโวยวาย ร้องกวนมากในเด็กเล็ก
  • พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง เช่นพูดไม่รู้เรื่อง
  • ตัวเย็น เหงื่อออก ตัวลาย
  • ไม่ปัสสาวะเป็นเวลานานเกิน 6 ชั่วโมง

 

 
 

    

 
       

Untitled Document

   
 
 
 
   
 
   
 
   
 
   
 
   
 
   
 
   
 

 
 
Untitled Document
 
2008 Copy right Hospital Vejthani Hospital.