จากสถิติพบว่า มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดของมะเร็งสตรีในประเทศไทย และพบมากในช่วงอายุ 35 – 60 ปี รองลงมาเป็นมะเร็งเต้านม และมะเร็งตับตามลำดับ ทั้งๆ ที่มะเร็งปากมดลูกสามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะก่อนก่อมะเร็ง แต่ก็ยังเป็นศัตรูอันดับหนึ่งในบรรดาโรคร้ายของสตรีทั่วทุกมุมโลก
มะเร็งปากมดลูกจะไม่แสดงอาการเจ็บปวดใดๆ ให้ทราบในช่วงแรก ซึ่งเซลล์ที่มดลูกของคุณอาจมีโอกาสกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้โดยที่คุณไม่รู้ตัว และเซลล์นั้นจะค่อยๆ กลายเป็นเซลล์มะเร็งที่รุนแรงในที่สุด จนกระทั่งลุกลามไปที่อื่น ซึ่งอยากต่อการรักษา วิธีที่ดีที่สุดเพื่อป้องกันการเกิดโรคร้ายนี้คือ เข้ารับการตรวจและทำการรักษาเสียแต่เนิ่น ๆ โดยสามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะก่อนมะเร็ง ด้วยการตรวจมะเร็งปากมดลูก (Pap Test) อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้
มะเร็งปากมดลูกเกิดขึ้นได้อย่างไร
ไวรัสฮิวแมนแพพิโลมา ซึ่งเรียกย่อ ๆ ว่าเชื้อ “ เอชพีวี ” (Human papilloma Virus : HPV) เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งปากมดลูก ซึ่งเชื้อเอชพีวีมีมากกว่า 100 สายพันธุ์ โดยเชื้อเอชพีวีกลุ่มที่ก่อมะเร็ง เช่น สายพันธุ์ 16 , 18 , 31 , 33 และ 45 เป็นสาเหตุของการเกิดโรคถึงร้อยละ 70 – 90
ใครบ้างที่มีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งปากมดลูก
มีคู่นอนหลายคน
มีเพศสัมพันธ์อายุน้อย
อักเสบติดเชื้อบริเวณปากมดลูก
อาการเตือนของโรคร้าย
ประจำเดือนมาผิดปกติ
มีเลือดออกจากช่องคลอดเมื่อมีเพศสัมพันธ์
ตกขาวมีสี และกลิ่นผิดปกติ
การป้องกันมะเร็งปากมดลูก
การเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก เป็นอีกทางหนึ่งในการป้องกันโรคร้ายก่อนสายเกินแก้ หากตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ จะทำให้สามารถรักษาได้อย่างทันท่วงที ก่อนที่มะเร็งร้ายจะก่อตัวลุกลาม โดยในปัจจุบันสามารถทำการตรวจได้ 3 วิธี ดังนี้
แป๊ปแบบดั้งเดิม (Conventional Pap smear) คือการตรวจหาเซลล์มะเร็งที่ปากมดลูก หรือตรวจหาเซลล์ที่อาจจะกลายเป็นมะเร็ง โดยแพทย์จะเก็บเซลล์บริเวณปากมดลูกด้วยไม้พาย จากนั้นป้ายลงบนสไลด์แก้ว นำส่งห้องปฏิบัติการเพื่อย้อมสี และตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ การตรวจด้วยวิธีนี้อาจมีการปนเปื้อนของมูก เซลล์เม็ดเลือด หรือการซ้อนทับกันของเซลล์หนาแน่น อาจทำให้บดบังเซลล์ผิดปกติได้
วีธีตินแพร็พ (ThinPrep Pap Test) แพทย์จะเก็บเซลล์บริเวณปากมดลูกด้วยอุปกรณ์เฉพาะ จากนั้นจะนำเซลล์ตัวอย่างที่เก็บมาได้ทั้งหมดใส่ลงในขวดน้ำยาเพื่อรักษาเซลล์ ซึ่งจะทำให้ได้เซลล์ตัวอย่างครบถ้วน นำส่งห้องปฏิบัติการ เพื่อเตรียมสไลด์ด้วยเครื่องอัตโนมัติ ทำให้ลักษณะสไลด์เป็นรูปแบบเดียวกัน เซลล์เรียงตัวแบบบางไม่ซ้อนทับกัน มองเห็นเซลล์ผิดปกติได้ง่าย (การศึกษาจากสถาบันวิจัยทั่วโลกพบว่า การตรวจด้วยวิธี “ ตินแพร็พ ” ให้ผลดีกว่าการตรวจแบบเก่าประมาณ 65 % และเป็นวีธีเดียวในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกาว่าใช้แทนการตรวจแบบเดิมได้ และมีประสิทธิภาพสูงกว่า)
วีธีตินแพร็พร่วมกับการตรวจหาเชื้อไวรัสเอชพีวี (ThinPrep Pap Test + HPVch2) การตรวจหาเชื้อเอชพีวี เป็นการตรวจหาดีเอ็นเอของไวรัสเอชพีวี ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกโดยตรง โดยวิธีการตรวจนี้จะได้ผลดียิ่งขึ้นเมื่อตรวจร่วมกับการตรวจตินแพร็พ
ใครบ้างที่ควรตรวจมะเร็งปากมดลูก
ผู้หญิงที่ควรได้รับการตรวจครั้งแรกคือหลังมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก 3 ปี
ผู้หญิงที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป
ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่มีมดลูก
ผู้หญิงที่เคยมีเพศสัมพันธ์
ปรึกษาปัญหาสุขภาพสตรี ติดต่อที่ ศูนย์สุขภาพสตรี ชั้น 2 อาคาร 1 โรงพยาบาลเวชธานี โทร. 0-2734-0000 ต่อ 3200, 3204
|