| (เช่น อุจจาระร่วง อหิวาตกโรค อาหารเป็นพิษ บิด ไทฟอยด์) |
| อาการและการติดต่อ |
ถ่ายอุจจาระเหลว หรือถ่ายเป็นน้ำ หรือ ถ่ายมีมูกเลือด อาจมีอาเจียนร่วมด้วย
- อหิวาตกโรค: อาการรุนแรงถ่ายเป็นน้ำ คล้ายน้ำซาวข้าว ครั้งละมากๆ
- อาหารเป็นพิษ: มีอาการปวดท้อง ร่วมกับ ถ่ายเหลว คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว
- โรคบิด: ถ่ายบ่อย มีมูกหรือมูกเลือดปน มีไข้ ปวดท้อง
- ทฟอยด์: มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร บางรายท้องผูก บางรายท้องเสีย
การติดต่อ ดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อโรค |
| |
| แนวทางการปฏิบัติตน |
- ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาดก่อนปรุงและเตรียมอาหาร ก่อนรับประทานอาหารและหลังการขับถ่าย รับประทานอาหารที่สะอาดและปรุงสุกใหม่
- เก็บอาหารในภาชนะมิดชิด ไม่มีแมลงวันตอม
- การรับประทานอาหารกระป๋อง: อาหารต้อง ไม่หมดอายุ กระป๋องไม่บวมหรือเป็นสนิม
- ดื่มน้ำสะอาด เช่น น้ำต้มสุก น้ำขวด
- กำจัดสิ่งปฏิกูลมูลฝอยให้ถูกต้องมิดชิด เพื่อ ไม่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์แมลงวัน
- หากมีอาการท้องเสียให้ดื่มน้ำมากๆ และ ดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ หากมีอาการ มากขึ้น เช่น อาเจียนมาก ไข้สูง ชัก หรือ ซึม ควรไปพบแพทย์โดยเร็ว
|
| |
| (เช่น หวัด ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม/ปอดอักเสบ) |
| อาการและการติดต่อ |
- หวัด: ครั่นเนื้อครั่นตัว คัดจมูก น้ำมูกใส ไอ จาม ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร มักหายได้เองใน 1 สัปดาห์
- ไข้หวัดใหญ่: มักมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยน้ำมูกไหล คัดจมูก ไอ จาม เจ็บคอ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย
- ปอดบวม/ปอดอักเสบ:ไข้สูง ไอมาก หายใจหอบและเร็ว
การติดต่อ เชื้ออยู่ในละอองฝอย เสมหะ น้ำมูก น้ำลาย ติดต่อจากการไอ จาม หรือสัมผัสกับสิ่งที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่แล้วไปสัมผัสเยื่อบุตา จมูก ปากของตนเอง |
| |
|
 |
|
| แนวทางการปฏิบัติตน |
- ดูแลร่างกายให้อบอุ่นเสมอ หลีกเลี่ยงการเล่นน้ำหรือแช่น้ำเป็นเวลานาน ไม่สวมเสื้อผ้าเปียกชื้น เช็ดตัวให้แห้งอยู่เสมอและสวมเสื้อผ้าให้หนาพอหากอากาศเย็น
- หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่เป็นหวัด
- ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาด
- หากมีอาการป่วยรีบพบแพทย์ เพื่อรักษา
- ใช้ผ้าปิดปากปิดจมูกขณะไอ จาม หรือใส่หน้ากากอนามัย
- หากมีไข้รับประทานยาลดไข้ เช็ดตัวลดไข้
- รับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย
- ดื่มน้ำมากๆ
- รักษาร่างกายให้อบอุ่นเสมอ
|
| |
| อาการและการติดต่อ |
ระคายเคืองตา ปวดตา น้ำตาไหล กลัวแสง ขี้ตามาก หนังตาบวม เยื่อบุตาขาวอักเสบแดง หากดูแลไม่ถูกวิธี อาจเกิดอาการแทรกซ้อน เช่น กระจกตาดำอักเสบ ทำให้ปวดตา ตามัว
การติดต่อ ติดต่อได้ง่ายจากการสัมผัสกับเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคซึ่งอาจปนอยู่ในน้ำ หรือสัมผัสโดยตรงกับน้ำตา ขี้ตา น้ำมูกของผู้ป่วย หรือใช้ของร่วมกัน |
| |
| แนวทางการปฏิบัติตน |
- หากฝุ่นละอองหรือน้ำสกปรกเข้าตา ต้องรีบล้างตาด้วยน้ำสะอาดทันที
- ไม่ควรขยี้ตา และอย่าให้แมลงตอมตา
- ไม่ใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
- ไม่คลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยตาแดง
- ล้างมือให้สะอาดก่อนสัมผัสดวงตา
- หากมีอาการของโรคควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษาและป้องกันภาวะแทรกซ้อน
|
| |
| (เชื้อที่ทำให้เกิดโรคอยู่ในปัสสาวะของสัตว์ เช่น หนู วัว ควาย สุนัข แมว โดยปนเปื้อนอยู่ในน้ำท่วมขัง พื้นดินที่ชื้นแฉะ) |
| อาการและการติดต่อ |
ไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อมาก โดยเฉพาะน่องและโคนขา หรือปวดหลัง บางรายมีอาการตาแดง เจ็บคอ เบื่ออาหาร ถ้าไม่รีบรักษาอาจมีเยื่อหุ้มสมองอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและเสียชีวิตได้
การติดต่อ เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยรับเชื้อเข้าทางบาดแผล รอยถลอก หรือผิวหนังที่แช่น้ำเป็นเวลานาน (และน้ำมีเชื้อโรค) หรืออาจติดเชื้อจากการรับประทานอาหารที่หนูฉี่รด |
| |
| แนวทางการปฏิบัติตน |
- หลีกเลี่ยงการลุยน้ำย่ำโคลน
- อย่าแช่น้ำนานๆ จนผิวหนังเปื่อย
- หากมีบาดแผลต้องป้องกันไม่ให้สัมผัสน้ำ โดยสวมรองเท้าบูทยางกันน้ำ
- หลังลุยน้ำย่ำโคลน ต้องรีบล้างเท้าให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ แล้วเช็ดให้แห้ง
- ดูแลที่พักให้สะอาด ไม่เป็นที่อยู่ของหนู
- เก็บกวาด ทิ้งขยะให้มิดชิดไม่เป็นแหล่งอาหารของหนู
- หากมีอาการป่วยต้องรีบพบแพทย์
|
| |
| |
| สาเหตุ: มียุงลายเป็นพาหะนำโรค |
| อาการและการติดต่อ |
ไข้สูงลอย(ไข้สูงตลอดทั้งวัน) ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว คลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง เบื่ออาหาร อาจมีจุดเล็กๆ ตามลำตัว แขน ขา ต่อมาไข้เรี่มลง ระยะนี้ต้องระวังเป็นพิเศษเพราะอาจช็อคและเสียชีวิตได
การติดต่อ ยุงลายที่มีเชื้อไวรัสซึ่งทำให้เกิดโรคกัด |
| |
| แนวทางการปฏิบัติตน |
- ระวังอย่าให้ยุงกัดในเวลากลางวันโดยนอนกางมุ้ง ทายากันยุง
- กำจัดลูกน้ำและแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในบริเวณบ้านทุกสัปดาห์ ปิดฝาภาชนะเก็บน้ำ คว่ำภาชนะอย่าให้มีน้ำขัง
|
| |
| เป็นโรคไข้ออกผื่นพบบ่อยในเด็กเล็ก เกิดจากเชื้อไวรัส มักพบช่วงฤดูฝน |
| อาการและการติดต่อ |
ไข้ น้ำมูกไหล ไอ ตาแดง ตาแฉะ มีจุดขาวๆ เล็กๆ ขอบแดงในกระพุ้งแก้ม มีผื่นนูนแดงเป็นปื้นๆ ขึ้นที่ใบหน้าแล้วแพร่กระจายไปตามตัว แขน ขา
การติดต่อ ไอ จาม หรือพูดกันในระยะใกล้ชิด เชื้ออยู่ในละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วยและเข้าสู่ร่างกายทางการหายใจ |
| |
| แนวทางการปฏิบัติตน |
- ฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด (เป็นวัคซีนบังคับในเด็กตั้งแต่ปี พ.ศ.2527เป็นต้นมา)
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วย
- ให้การรักษาตามอาการ
- แยกผู้ป่วยเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ
|
| |
| น้ำกัดเท้า |
| อาการและการติดต่อ |
| เท้าเปื่อยและเป็นหนอง คันตามซอกนิ้วเท้า ผิวหนังลอกออกเป็นขุย มีผื่น ผิวหนังที่เท้าพุพองผิวหนังอักเสบบวมแดง |
| |
| แนวทางการปฏิบัติตน |
- หลีกเลี่ยงการย่ำน้ำโดยไม่จำเป็น
- ถ้าต้องย่ำน้ำ ควรใส่รองเท้าบูทกันน้ำ
- หลังย่ำน้ำ ควรล้างเท้าให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาด เช็ดให้แห้ง
- สวมใส่ถุงเท้า รองเท้า เสื้อผ้าสะอาดไม่เปียกชื้น หากมีแผลควรใช้แอลกอฮอล์เช็ดแผล แล้วทายาฆ่าเชื้อ เช่น เบตาดีน
|
|
 |
|
|
| อาการและการติดต่อ |
- อุบัติเหตุที่มักเกิดขึ้นช่วงน้ำท่วม ได้แก่ ไฟดูด จมน้ำ การบาดเจ็บจากการเหยียบของแหลม หรือของมีคม
- อันตรายจากสัตว์มีพิษ เช่น งู ตะขาบ แมงป่อง ซึ่งหนีน้ำมาหลบอาศัยในบริเวณบ้านเรือน
|
| |
| แนวทางการปฏิบัติตน |
- ถอดปลั๊กอุปกรณ์ไฟฟ้า สับคัทเอาท์ตัดไฟฟ้าในบ้าน ก่อนที่น้ำจะท่วมถึง
- เก็บกวาดขยะ วัตถุแหลมคม ในบริเวณบ้านเรือน และทางเดินอย่างสม่ำเสมอ
- ระมัดระวังดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด
- หากตะขาบหรือแมงป่องกัดให้ทาแผล ด้วยแอมโมเนียหรือครีมไตรแอมซิโนโลน หากปวดมากรีบมาพบแพทย์
- งูกัด ให้ปฐมพยาบาลก่อนนำส่ง ร.พ.เพื่อ ลดหรือชะลอการแทรกซึมของพิษงู โดย
- พยายามจำสีและรูปร่างของงู
- พยายามไม่ให้คนถูกกัดตื่นเต้น และ เคลื่อนไหวบริเวณที่ถูกกัดให้น้อยที่สุด เพื่อชะลอการซึมของพิษงู
- ล้างบาดแผลให้สะอาดด้วยน้ำต้มสุก หรือน้ำด่างทับทิม ซับให้แห้งด้วยผ้าสะอาด แล้วใช้แอลกอฮอล์เช็ดรอบๆ แผล ไม่เช็ดลงในแผล
- ใช้เชือกหรือผ้าขนาดประมาณนิ้วก้อย รัดเหนือแผลให้แน่นพอควรให้สอดนิ้วมือได้ 1 นิ้ว รีบส่ง ร.พ. ขณะส่ง ร.พ. ให้คลายเชือกหรือผ้าที่รัดทุก 10-15 นาที เพื่อไม่ให้ส่วนปลายแขนหรือขาขาดเลือดไปเลี้ยง
- ห้ามกรีด ตัด ดูด พอกยาบริเวณแผล ที่งูกัด ห้ามใช้ปากดูดพิษ ห้ามแผลโดนน้ำ ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีน
|
| |
|
| |
| |
ที่มา: คู่มือการดูแลป้องกันโรคและภัยต่อสุขภาพจากภาวะน้ำท่วม กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และ
โรคที่มากับน้ำท่วม: รู้ไว้ป้องกันได้ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข |
| |