บทความสุขภาพ

รู้เท่าทัน โรคตาต้อกระจก

Update : 14 มกราคม 2557

รู้เท่าทัน โรคตาต้อกระจก

รู้จัก “ต้อกระจก”

ต้อกระจก คือภาวะที่มีการขุ่นตัวของเลนส์แก้วตา ซึ่งเลนส์แก้วตาเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งภายในลูกตา ที่มีลักษณะใส ทำหน้าที่ในการรวมแสง เพื่อให้ตกที่จุดรับภาพช่วยในการมองเห็น เมื่อมีการขุ่นตัวเกิดขึ้น จึงทำให้การรวมแสงไปที่จุดรับภาพผิดปกติไปส่งผลให้การมองเห็นผิดปกติตามมา

อาการของต้อกระจก

  • ตามัว มักจะมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับชนิดของต้อกระจก มัวเหมือนมีฝ้าบังตา ในบางรายอาการมัวจะเป็นมากเมื่ออยู่กลางแจ้ง หรือเวลาขับรถตอนกลางคืน อาจมีอาการตาสู้แสงไม่ได้ร่วมด้วย
  • ค่าสายตาเปลี่ยนแปลง ต้อกระจกบางชนิดอาจทำให้มีค่าสายตาสั้นเพิ่มขึ้น จำเป็นต้องเปลี่ยนแว่นมองไกลบ่อยขึ้น ในบางรายที่สายตายาว เคยใช้แว่นอ่านหนังสือก็จะมองใกล้ได้โดยไม่ต้องใช้แว่น
  • มองเห็นภาพซ้อน มีอาการทั้งที่มองด้วยตาข้างเดียว
 
 
นอกจากนี้ เมื่อมีภาวะแทรกซ้อนจากต้อกระจก เช่น ต้อหินเฉียบพลัน ม่านตาอักเสบ อาจทำให้เกิดอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ปวดตา เคืองตา ตาแดง น้ำตาไหล แพ้แสงรุนแรง ตามัวลงอย่างรวดเร็ว เป็นต้น ซึ่งในกรณีเหล่านี้จำเป็นต้องพบจักษุแพทย์อย่างเร่งด่วน

สาเหตุของต้อกระจก

ต้อกระจกที่เกิดขึ้นเอง เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด มักพบในผู้สูงอายุ ซึ่งเกิดจากการเสื่อมและขุ่นตัวของเลนส์แก้วตาตามอายุ ส่วนใหญ่พบได้ในผู้ที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป และอาจมีบางรายพบได้เร็วกว่านั้น อาการมักค่อยเป็นค่อยไป ในระยะแรกอาจไม่มีผลต่อการมองเห็นเลยก็ได้
สาเหตุอื่นๆ เช่น พันธุกรรม อุบัติเหตุ การใช้ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ การได้รับรังสีบริเวณใกล้ตา การอักเสบในลูกตา โรคตาบางชนิด การผ่าตัดในลูกตา เป็นต้น บางสาเหตุอาจทำให้เกิดต้อกระจกในเวลาอันรวดเร็ว และมีอาการรุนแรง นอกจากนี้ ยังมีโรคทางกายและสภาวะบางชนิดที่กระตุ้นให้เป็นต้อกระจกได้เร็วกว่าปกติด้วย เช่น โรคเบาหวาน การสัมผัสกับแสงแดดปริมาณมากเป็นเวลานาน เป็นต้น
 

การรักษาต้อกระจก

การรักษาที่ได้ผลในโรคต้อกระจกคือการผ่าตัด โดยขั้นตอนประกอบไปด้วยการผ่าตัดเอาต้อกระจกออก จากนั้นจึงใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าไปแทนที่ เพื่อทำหน้าที่รวมแสงให้ตกที่จุดรับภาพแทนเลนส์แก้วตาธรรมชาติที่ผ่าตัดออก โดยเลนส์แก้วตาเทียมจะมีอายุการใช้งานไปตลอดชีวิต ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเปลี่ยนใหม่แต่อย่างใด
 

โรคตาต้อกระจกข้อบ่งชี้ในการรักษา

ผู้ป่วยที่ตรวจพบต้อกระจกไม่จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดทุกราย และโดยทั่วไปการดำเนินโรคมักเป็นไปอย่างช้าๆ หากยังไม่มีอาการผิดปกติแนะนำให้ติดตามอาการกับจักษุแพทย์เป็นระยะก็เพียงพอ การผ่าตัดลอกต้อกระจกควรกระทำก็ต่อเมื่อ ผู้ป่วยมีอาการตามัวจนกระทั่งรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน และไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยแว่นสายตา จะเห็นได้ว่าข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดของผู้ป่วยแต่ละรายแตกต่างกันไป ตามความต้องการด้านการมองเห็นของแต่ละคน
 
ในผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะแทรกซ้อน หรือมีแนวโน้มที่จะมีภาวะแทรกซ้อนจากต้อกระจก เช่น ม่านตาอักเสบ ต้อหิน เป็นต้น หากจักษุแพทย์ตรวจพบมักจะแนะนำให้ผ่าตัดโดยเร็ว เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับดวงตาอย่างถาวร ในกรณีเหล่านี้การรักษาอย่างทันท่วงทีจะให้ประโยชน์สูงสุดกับผู้ป่วย
 

วิธีการรักษา

ผ่าตัดเอาเลนส์แก้วตารวมทั้งถุงหุ้มเลนส์ออกมาทั้งอัน (Intracapsular cataract extraction with/without intraocular lens implantation)
คือการผ่าตัดเข้าไปในลูกตา และเอาเลนส์แก้วตารวมทั้งถุงหุ้มเลนส์ออกมาทั้งอัน แล้วค่อยใส่เลนส์เทียมเข้าไปแทน หรือไม่ใส่ก็ได้ แล้วเย็บปิดแผล ตำแหน่งที่ใส่เลนส์แก้วตาเทียมจะไม่อยู่ในตำแหน่งตามธรรมชาติ จำเป็นต้องยึดกับม่านตา ช่องด้านหน้าในลูกตา หรือตาขาว แผลจากการผ่าตัดมีขนาดใหญ่และมีการอักเสบมาก การผ่าตัดวิธีนี้ได้รับความนิยมลดลงในปัจจุบัน จักษุแพทย์พิจารณาทำในบางกรณี เช่น ผู้ป่วยที่เยื่อยึดถุงหุ้มเลนส์หย่อน หรือฉีกขาดทำให้เลนส์แก้วตาเคลื่อนจากตำแหน่งปกติ ถุงหุ้มเลนส์ฉีกขาดอย่างรุนแรง หรือได้รับอุบัติเหตุกระทบกระแทกที่ตาอย่างรุนแรง เป็นต้น
 
ผ่าตัดเจาะถุงหุ้มเลนส์ด้านหน้า เอาเฉพาะเลนส์แก้วตาที่ขุ่นออกทั้งอัน (Extracapsular cataract extraction with/without intraocular lens implantation)
คือการผ่าตัดเข้าไปในลูกตา เจาะถุงหุ้มเลนส์ด้านหน้าแล้วเอาเฉพาะเลนส์แก้วตาที่ขุ่นออกทั้งอัน ถุงหุ้มเลนส์ที่เหลือจะมีหน้าที่บรรจุเลนส์แก้วตาเทียม ซึ่งถือเป็นตำแหน่งที่ใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด และลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการใส่เลนส์แก้วตาเทียมในตำแหน่งอื่นๆ แล้วจึงเย็บปิดแผล วิธีนี้มีความปลอดภัยและได้รับความนิยมสูง แต่มีข้อจำกัดคือ แผลผ่าตัดยังมีขนาดใหญ่ ทำให้ระยะการหายของแผลนาน มีการเกิดสายตาเอียงหลังการผ่าตัด ปัจจุบันนิยมทำวิธีนี้ในรายที่ต้อกระจกหนาตัวมาก หรือไม่สามารถผ่าตัดด้วยวิธีคลื่นเสียงความถี่สูงได้
 
การผ่าตัดโดยใช้เทคโนโลยีคลื่นเสียงความถี่สูง (Phacoemulsification and aspiration with/without intraocular lens implantation)
คือการผ่าตัดโดยใช้เทคโนโลยีคลื่นเสียงความถี่สูง หรืออัลตราซาวด์มาช่วยในการสลายต้อกระจก ทำให้แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กลงมาก แพทย์จะเจาะถุงหุ้มเลนส์ด้านหน้า แล้วใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเป็นตัวสลายเนื้อเลนส์ให้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วค่อยดูดออกมาโดยเครื่องมือเดียวกัน จากนั้นจึงใส่เลนส์แก้วตาเทียมในถุงหุ้มเลนส์ที่เหลืออยู่ และอาจจะเย็บปิดแผลหรือไม่เย็บก็ได้ วิธีการนี้เป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน เนื่องจากมีความปลอดภัยสูง ภาวะแทรกซ้อนต่ำ การอักเสบน้อย แผลหายเร็ว ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วขึ้น
 

การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด

ก่อนการผ่าตัดผู้ป่วยจะได้รับการซักประวัติและตรวจร่างกาย ทั้งการตรวจตาและร่างกายทั่วไป เพื่อเตรียมความพร้อม หากพบโรคทางตาหรือทางกายที่มีผลต่อการผ่าตัด ก็จำเป็นต้องทำการรักษาก่อน ในกรณีที่ผู้ป่วยมีโรคประจำตัวที่ทราบอยู่แล้ว จะมีการประเมินและแนะนำให้ควบคุมโรคให้ดี ทั้งช่วงก่อนและหลังการผ่าตัด ทั้งนี้เพื่อให้เกิดผลการรักษาที่ดีและลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนในการผ่าตัด
 
นอกจากการตรวจร่างกายทั่วไปแล้ว จักษุแพทย์จะตรวจสภาพดวงตาเพื่อประเมินความเสี่ยงของการผ่าตัดต้อกระจกด้วย เพื่อวางแผนการผ่าตัดที่เหมาะสมกับผู้ป่วย หลังจากนั้นจะมีการตรวจวัดค่าเลนส์แก้วตาเทียมที่เหมาะสมต่อไป
 

การดูแลตนเองหลังผ่าตัด

รับประทานยา/หยอดยาตามแพทย์สั่ง และมารับการตรวจตามนัด หากมีข้อสงสัยหรือมีอาการผิดปกติในตาข้างที่ทำการผ่าตัดควรรีบไปพบแพทย์
สัปดาห์แรกของการผ่าตัด ให้เช็ดตาวันละ 1-2 ครั้ง ตาข้างที่ทำการผ่าตัดอาจมีอาการเคืองได้ ห้ามขยี้ตาโดยเด็ดขาด และระวังอย่าให้น้ำเข้าตาประมาณ 2 สัปดาห์ เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้ เนื่องจากแผลผ่าตัดยังไม่หายดี
สัปดาห์แรกให้ใส่ที่ปิดตาไว้ตลอดเวลาเพื่อป้องกันแผลผ่าตัด หลังจากนั้นสามารถสวมแว่นกันลม กันแดดในเวลากลางวัน และใส่ที่ปิดตาเวลานอนหลับ เป็นระยะเวลาประมาณ 1 เดือน
 
ถ้าต้องการสระผม ให้ผู้อื่นสระให้โดยการนอนหงาย สระเบาๆ ห้ามน้ำกระเด็นมาเข้าตา
ไม่ควรไอ จาม สะบัดหน้าแรงๆ หรือออกแรงยกของหนักเพราะจะมีผลกระทบต่อแผลผ่าตัดได้
ระมัดระวังการเล่นกับเด็กหรือสัตว์เลี้ยง เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุที่ดวงตาได้
ไม่ควรทำกับข้าว กวาดบ้านหรือทำสวน เพราะควันหรือฝุ่นละอองอาจเข้าตาทำให้ตาอักเสบได้
 

ต้อกระจกป้องกันได้หรือไม่

ต้อกระจกที่เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากสาเหตุหรือโรคอื่นๆ สามารถป้องกันหรือชะลอโรคได้ โดยหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นเหล่านั้น หรือการรักษาและควบคุมโรคที่เป็นสาเหตุให้ดี เช่น งดใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์โดยไม่จำเป็น ควบคุมระดับน้ำตาลในโรคเบาหวาน การรักษาภาวะอักเสบในลูกตาอย่างเหมาะสม เป็นต้น
 
ส่วนต้อกระจกที่เกิดขึ้นเอง มักเกิดในผู้สูงอายุ ไม่มีวิธีการป้องกันที่ได้ผลชัดเจน เนื่องจากต้อกระจกเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของโปรตีน ซึ่งเป็นส่วนประกอบของเลนส์แก้วตา ที่เกิดขึ้นตามกระบวนการเสื่อมตามธรรมชาติ ซึ่งจะเกิดกับผู้สูงอายุทุกคน การหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับแสงแดดปริมาณสูงเป็นเวลานานๆ อาจช่วยชะลอการดำเนินโรคได้บ้าง ผู้สูงอายุควรสังเกตความผิดปกติทางสายตาของตนเอง เมื่อพบความผิดปกติควรพบจักษุแพทย์เพื่อทำการตรวจและรักษาต่อไป มีข้อควรระวังว่าอาการตามัวหรืออาการที่กล่าวมาข้างต้นนั้น อาจไม่จำเป็นต้องเกิดจากโรคต้อกระจกเสมอไป ดังนั้น เมื่อมีความผิดปกติจึงไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เพราะอาจเกิดจากโรคอื่นๆ ซึ่งมีอันตรายหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
 
สอบถามเพิ่มเติมที่ คลินิกตา
โทร. 0-2734-0000 ต่อ 3260, 3264
 
 
 

icon doctors information
คณะแพทย์
icon subscribe
กรอกอีเมล์รับข่าวสาร
icon Map
แผนที่
TH
EN
Vejthani Hospital Map ( Thai Version )
Vejthani Hospital Map ( Thai Version )