บทความสุขภาพ

"ตัวอ่อนระยะบลาสโตซีสต์" อีกทางเลือก ของผู้มีบุตรยาก

Update : 02 กันยายน 2558

การมีลูกถือเป็นหนึ่งในการเติมเต็มความสมบูรณ์ของครอบครัว แต่ในบางคู่ พยายามเท่าไรก็ไม่มีลูกเสียที จนบางครั้งอาจทำให้เกิดความเครียดหรือความกังวลในครอบครัวได้ ซึ่งภาวะการมีลูกยากเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุด้วยกัน ทั้งนี้การเลี้ยงตัวอ่อนระยะบลาสโตซีสต์ (Blastocyst) ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับมีลูกยาก
 
นพ.วรวัฒน์ ศิริปุณย์ สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ โรงพยาบาลเวชธานี ได้ให้ข้อมูลว่า การเลี้ยงตัวอ่อนระยะบลาสโตซีสต์เป็นขั้นตอนหนึ่งของเทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร เรานำวิธีการนี้มาใช้เพื่อเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ในผู้ป่วยที่รักษาภาวะมีบุตรยากด้วยวิธีการทำเด็กหลอดแก้วหรืออิ๊กซี่
 
ทั้งนี้ การจะได้มาซึ่งตัวอ่อนระยะบลาสโตซีสต์ จะเริ่มจากการที่เราฉีดยากระตุ้นไข่ในฝ่ายหญิงให้ได้ไข่มาในปริมาณที่ต้องการ แล้วจึงนำมาผสมกับน้ำเชื้อจากฝ่ายชาย หลังผสมเสร็จเราจะเลี้ยงตัวอ่อนที่ได้ในห้องปฏิบัติการเลี้ยงตัวอ่อน ซึ่งจะควบคุมสภาวะแวดล้อมต่าง ๆ อาทิ น้ำยาที่ใช้เลี้ยงตัวอ่อน, สารอาหารต่าง ๆ, ความเป็นกรด-ด่าง, อุณหภูมิ, แสงสว่าง, ปริมาณก๊าซ O2 และ CO2 ตัวอ่อนก็จะมีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนเซลล์และพัฒนาต่อเนื่อง จนถึงประมาณวันที่ 5-6 นับจากวันที่ผสม ก็จะได้ตัวอ่อนในระยะบลาสโตซีสต์
 
สำหรับตัวอ่อนระยะบลาสโตซีสต์ ก็คือตัวอ่อนระยะที่โตเต็มที่และพร้อมที่จะฝังตัว ซึ่งในตัวอ่อนของคนจะมีอายุอยู่ในช่วง 5-6 วัน นับจากวันปฏิสนธิและจะฝังตัวในโพรงมดลูกในวันที่ 7 เพื่อเกิดการตั้งครรภ์ต่อไป โดยตัวอ่อนในระยะนี้ก็จะยังมีขนาดเล็กมาก มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
 
แต่เดิมการย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูก นิยมกันทำในช่วงตัวอ่อนอายุ 3 วัน หรือที่เรียกว่าระยะคลีเวจ (Cleavage) แต่ด้วยการพัฒนาการเลี้ยงตัวอ่อนที่ดีขึ้น ทำให้นิยมเลี้ยงตัวอ่อนในห้องปฏิบัติการเลี้ยงตัวอ่อนนานขึ้น และข้อมูลการศึกษาก็พบว่าการย้ายตัวอ่อนระยะบลาสโตซีสต์หรือระยะ 5-6 วัน กลับเข้าสู่โพรงมดลูกจะมีการฝังตัวและการตั้งครรภ์ที่สูงกว่าการย้ายตัวอ่อนระยะคลีเวจ จึงทำให้การเลี้ยงตัวอ่อนจนถึงระยะบลาสโตซีสต์เป็นที่นิยมมากขึ้น
 
ทั้งนี้เป็นเพราะตัวอ่อนที่สามารถเลี้ยงและพัฒนาต่อได้จนถึงวันที่ 5 ย่อมต้องมีความสมบูรณ์มากกว่า จึงเป็นเหมือนการคัดเลือกโดยธรรมชาติ นอกจากนี้ปัจจุบันมีการคัดเลือกตัวอ่อนโดยการตรวจสารทางพันธุกรรมเพื่อเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์มากขึ้น ซึ่งการตรวจตัวอ่อนในระยะบลาสโตซีสต์ก็ให้ความแม่นยำมากกว่าการตรวจตัวอ่อนในระยะคลีเวจ
 
อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงตัวอ่อนระยะบลาสโตซีสต์อาจมีข้อจำกัด เนื่องจากในบางครั้งตัวอ่อนที่เราได้จากการปฏิสนธิก็ไม่ได้แข็งแรงสมบูรณ์พอที่จะเจริญอยู่นอกร่างกายถึง 5 วัน ดังนั้นการเลี้ยงตัวอ่อนนอกร่างกายนานขึ้น อาจทำให้ผู้ป่วยบางคนไม่มีตัวอ่อนที่จะย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูกก็เป็นได้ อีกทั้งก็มีความกังวลว่าการเลี้ยงตัวอ่อนนอกร่างกายเป็นเวลานาน อาจมีผลกับการแสดงออกทางพันธุกรรม (Epigenetic) ของตัวอ่อนในระยะยาวได้
 
ทั้งนี้ เมื่อเราเลี้ยงตัวอ่อนจนได้ถึงระยะบลาสโตซีสต์แล้ว ก็จะทำการย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูกให้เกิดการตั้งครรภ์ต่อไปได้ ซึ่งตัวอ่อนระยะบลาสโตซีสต์นี้ ก็สามารถนำมาย้ายได้ทั้งในรอบที่มีการกระตุ้นไข่เลย หรือจะย้ายในรอบที่ผ่านการเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกมาก็ได้เช่นกัน ซึ่งการย้ายตัวอ่อนระยะบลาสโตซีสต์นี้นิยมย้ายทีละ 1-2 ตัวอ่อนเท่านั้น เนื่องจากโอกาสการเกิดการตั้งครรภ์แฝดที่มากขึ้น
 
และหากมีตัวอ่อนระยะบลาสโตซีสต์เหลือจากการย้ายตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูก ก็สามารถทำการแช่แข็งตัวอ่อนในระยะนี้เก็บไว้ได้ ก่อนที่จะละลายออกมาย้ายในรอบถัดไป
 
โดย...ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

icon doctors information
คณะแพทย์
icon subscribe
กรอกอีเมล์รับข่าวสาร
icon Map
แผนที่
TH
EN
Vejthani Hospital Map ( Thai Version )
Vejthani Hospital Map ( Thai Version )