บทความสุขภาพ

รู้ก่อนปลอดภัย จาก ไวรัสตับอักเสบ

Update : 17 มกราคม 2557

รู้ก่อนปลอดภัย จาก ไวรัสตับอักเสบ

เมื่อปลายปี 2554 มูลนิธิโรคตับ ได้จัดโครงการ "เรารักตับ" ครั้งที่ 8 ให้ประชาชนทั่วไปเข้ารับการตรวจเอ็นไซม์ตับ(ALT) ฟรี มีโรงพยาบาลเอกชนทั่วประเทศเข้าร่วมจำนวน69โรง มีผู้เข้ารับการตรวจรวม 7,733คน พบผลการตรวจผิดปกติ 904คน คิดเป็นร้อยละ 11.69 เมื่อแยกเพศพบว่า อัตราผิดปกติในเพศชายสูงกว่าเพศหญิง 2.58 เท่า คือชายผิดปกติร้อยละ 19.30 และหญิงผิดปกติร้อยละ 7.49 สอดคล้องกับผลการตรวจที่โรงพยาบาลเวชธานี ซึ่งมีผู้เข้ารับการตรวจรวม 113 คน เป็นชาย 37 คน และหญิง 76 คน พบว่ามีความผิดปกติ 12 คน เป็นชาย 9 คน และหญิง 3 คน ข้อมูลดังกล่าวสนับสนุนความจริงที่ว่า เพศชายมีโอกาสเกิดโรคตับอักเสบสูงกว่าเพศหญิงเกือบ 3 เท่า
 

รู้จักไวรัสตับอักเสบ(Hepatitis virus)

ไวรัสตับอักเสบปัจจุบันมี 5 ชนิดคือ ไวรัสตับอักเสบชนิด เอ บี ซี ดี และอี ซึ่งไวรัสตับอักเสบที่พบบ่อย คือไวรัสตับอักเสบชนิดเอ บี และซี ส่วนไวรัสตับอักเสบชนิดดีและอีพบได้น้อย โดยผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบส่วนใหญ่มีอาการ 2 ลักษณะคือ
  • ติดเชื้อแบบเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะมีไข้ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร อาจมีผื่น ปวดข้อ ร่วมด้วย ต่อมาไข้จะลดลง ผู้ป่วยจึงเริ่มมีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง
  • ติดเชื้อแบบเรื้อรัง ผู้ป่วยมักไม่มีอาการผิดปกติ หรืออาจมีอาการที่ไม่จำเพาะ เช่น เหนื่อย อ่อนเพลียเล็กน้อย ผู้ป่วยที่ติดเชื้อมานานอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ตับแข็งและมะเร็งตับ ซึ่งมักพบในระยะท้ายของโรค การตรวจเลือดสามารถบอกเชื้อก่อโรคได้ โดยเชื้อที่ก่อให้เกิดไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบชนิด บี ซี และดี
 

ไวรัสตับอักเสบเอ  (Hepatitis A virus)

ไวรัสตับอักเสบเอ ติดต่อโดยการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนไวรัส มีระยะฟักตัวประมาณ 2 – 6 สัปดาห์ การติดเชื้อในเด็กส่วนใหญ่มีอาการเล็กน้อยหรือไม่มีอาการ แต่ในผู้ใหญ่จะมีอาการแสดงของตับอักเสบเฉียบพลันที่รุนแรงและชัดเจนกว่า โดยจะมีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน แต่ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอจะไม่กลายเป็นตับอักเสบเรื้อรัง
 

ไวรัสตับอักเสบบี  (Hepatitis B virus)

ไวรัสตับอักเสบบี เป็นสาเหตุสำคัญของภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็งและมะเร็งตับ ข้อมูลจากมูลนิธิโรคตับระบุว่า พบผู้ป่วยที่เป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบบีทั่วโลก ประมาณ 350-400 ล้านคน ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีแล้ว แต่ประเทศไทยก็ยังเป็นประเทศที่มีการแพร่ระบาดของโรคไวรัสตับอักเสบบีสูง

การติดต่อของไวรัสตับอักเสบบี

ไม่ติดต่อผ่านการรับประทานอาหาร น้ำลาย หรือการสัมผัส แต่สามารถติดต่อได้ 3 ทาง คือ
  • เลือดและส่วนประกอบของเลือด เช่น การฉีดยาเข้าเส้น การสักลาย เจาะหู การใช้ของมีคมร่วมกัน
  • การติดเชื้อจากแม่สู่ลูก
  • ติดต่อทางเพศสัมพันธ์

การรักษา

ผู้ป่วยที่เป็นระยะเฉียบพลันอาจต้องรับการรักษาในโรงพยาบาล เพื่อเฝ้าระวังภาวะตับวายฉับพลัน แต่ในรายที่เป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง หรือเป็นพาหะของโรค มียาที่ใช้รักษาทั้งที่เป็นยาฉีดและยากินหลายชนิด โดยยาจะช่วยลดจำนวนไวรัส ทำให้การอักเสบของตับลดลง ช่วยลดโอกาสที่ผู้ป่วยจะกลายเป็นตับแข็งและมะเร็งตับได้
 

ไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis C virus)

เป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญของภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็งและมะเร็งตับ สามารถติดต่อได้เหมือนกับไวรัสตับอักเสบบี ปัจจุบันพบว่ามีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีมากกว่า 100 ล้านคนทั่วโลก ส่วนในประเทศไทยจากข้อมูลการบริจาคเลือด พบว่ามีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีร้อยละ 1-2 ของประชากร ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบซี
 
ผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ส่วนใหญ่ไม่มีอาการผิดปกติ ตรวจพบได้โดยการตรวจเลือดเท่านั้น ซึ่งร้อยละ 50-90 จะกลายเป็นไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง และในที่สุดถ้าไม่ได้รับการรักษาจะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ ได้แก่ ตับแข็งและมะเร็งตับในที่สุด
 

การรักษา

ไวรัสตับอักเสบซีรักษาด้วยการฉีดยาสัปดาห์ละ 1 เข็ม ร่วมกับการรับประทานยาทุกวัน เป็นเวลา 24-48 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของเชื้อ ซึ่งมีถึง 6 ชนิด ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีมีโอกาสหายขาดจากโรคได้มากกว่าไวรัสตับอักเสบบี ดังนั้นเมื่อรู้ว่าได้รับเชื้อควรรีบพบแพทย์
 

แนวทางการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ

  • งดดื่มสุราและสูบบุหรี่
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานยาโดยไม่จำเป็น ควรปรึกษาแพทย์ว่ายาชนิดนั้นมีผลต่อตับหรือไม่
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานยาสมุนไพร
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • งดออกกำลังกายหักโหม
  • ตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ เพื่อเฝ้าระวังตับแข็งและมะเร็งตับ
  • แนะนำให้ญาติพี่น้อง คนใกล้ชิด สามีภรรยา ตรวจหาการติดเชื้อไวรัส และรับวัคซีนป้องกัน
  • ระมัดระวังการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น
  • กรณีมีข้อบ่งชี้ให้รับการรักษา ควรรักษาอย่างต่อเนื่อง
 
ไวรัสตับอักเสบเป็นปัญหาสาธารณสุขที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักถึงภัยเพียงพอ ผู้ป่วยจึงมักมาพบแพทย์ด้วยอาการในระยะท้ายของโรคแล้ว ทำให้มีผู้เสียชีวิตเพราะภาวะตับแข็งและมะเร็งตับจำนวนมาก ดังนั้น หากยังไม่ได้รับเชื้อและไม่มีภูมิต้านทานควรรับวัคซีนป้องกัน ส่วนผู้ที่ได้รับเชื้อแล้ว ควรตรวจสุขภาพเป็นประจำ เพื่อเฝ้าระวังการลุกลามของโรคต่อไป...
 
 

สอบถามเพิ่มเติมที่ ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ

โทร. 0-2734-0000 ต่อ 2960,2961,2966

บุญเลิศ  อิมราพร นพ.

นพ.บุญเลิศ อิมราพร

อายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร

icon doctors information
คณะแพทย์
icon subscribe
กรอกอีเมล์รับข่าวสาร
icon Map
แผนที่
TH
EN
Vejthani Hospital Map ( Thai Version )
Vejthani Hospital Map ( Thai Version )