ศูนย์ฟื้นฟูข้อเสื่อมเวชธานี
Untitled Document
เมนูศูนย์บริการและคลินิก
ศูนย์พื้นฟูข้อเสื่อม
ศูนย์ตรวจสุขภาพ
ศูนย์สมองและระบบประสาท
ศูนย์ผิวหนังเลเซอร์และความงาม
ศูนย์ศัลกรรมกรรมความงามครบวงจร
ศูนย์เบาหวาน ไทรอยด์และต่อมไร้ท่อ
ศูนย์กระดูกสันหลัง
ศูนย์โรคทางเดินอาหารและตับ
ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร
ศูนย์ศัลยกรรมทางมือ
ศูนย์สุขภาพสตรี
ศูนย์ทันตกรรม Dentalis
ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู
ศูนย์ไตเทียม
ศูนย์กุมารเวชกรรม
ศูนย์หัวใจ
คลินิกไขข้อ
คลินิกจิตเวช
คลินิกโรคกระดูกและข้อ
คลินิกตา
คลินิกโรคติดเชื้อ
คลินิกโรคไต
คลินิกโรคปอดและทางเดินหายใจ
คลินิกโรคภูมิแพ้
คลินิกโรคเลือด
คลินิกวัยทอง
คลินิกศัลยกรรมเด็ก
คลินิกศัลกรรมทรวงอก
คลินิกศัลกรรมทั่วไป
คลินิกศัลกรรมประสาท
คลินิกศัลกรรมระบทางเดินปัสสาวะ
คลินิกหูคอจมูก
คลินิกอายุรกรรม
คลินิกอายุรกรรมประสาทวิทยา
แผนกผู้ป่วยฉุกเฉิน
แผนกรังสีวิทยา
แผนกวิจัยปฎิบัติการ
ปรึกษาปัญหาผู้มีบุตรยาก
โปรแกรมตรวจภาวะผู้มีบุตรยาก
โปรแกรมเปลี่ยนข้อเข่า
กลับหน้าหลัก
โปรแกรมเปลี่ยนข้อเข่า
ศูนย์ฟื้นฟูข้อเสื่อมเวชธานี โรงพยาบาลเวชธานี
ศูนย์กระดูกและข้อเสื่อมอันดับ 1 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้บริการตรวจรักษาโรคที่เกิดจากภาวะข้อเสื่อม ได้แก่ อาการบวม มีเสียงดังในข้อ ฯลฯ ด้วยการรักษาที่ถูกกับระดับ ความรุนแรงของโรค คือ รักษาโดยไม่ต้องใช้ยา (ทำเวชศาสตร์ฟื้นฟู) รักษาโดยการใช้ยาและการรักษาโดยการผ่าตัด ด้วยการใช้เทคโนโลยีการผ่าตัดส่องกล้องข้อเข่า และการผ่าตัดผิวข้อเข่าเทียมด้วยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัย
โรคข้อเข่าเสื่อม
ข้อเข่าเสื่อม เป็นภาวะที่กระดูกอ่อนของข้อเข่าสึกหรอ ฉีกขาด จนไม่สามารถหล่อลื่นข้อเข่าให้ใช้งานเป็นปกติได้ บางครั้งอาจจะมีหมอนรองกระดูกฉีกขาดร่วมด้วยได้ เมื่อกระดูกอ่อนสึกหรอจนถึงกระดูกแข็ง จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดเข่าเวลาลงน้ำหนักเข่าขณะเดิน หรือขึ้นลงบันไดได้
การรักษาข้อเข่าเสื่อม แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ
1. การรักษาแบบไม่ผ่าตัด เหมาะสำหรับกรณีที่อาการไม่มาก มีขาผิดรูปน้อย รวมถึงผู้ป่วยที่ใช้งานเข่าน้อย
1.1 รับประทานยาแก้ปวด แก้อักเสบ
1.2 รับประทานยาบำรุงกระดูกอ่อน เช่น glucosamine sulface เป็นต้น
1.3 ออกกำลังกาย
1.4 ใช้ผ้ายืดพยุงเข่า
1.5 ใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน เช่น ไม้ค้ำยัน
1.6 การทำกายภาพบำบัด
2. การรักษาโดยการผ่าตัด
2.1 การผ่าตัดโดยการชำระล้างเข่าผ่านกล้อง
2.2 การผ่าตัดปรับเปลี่ยนแนวกระดูก
2.3 การผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเทียม
รูป แพทย์ทำการผ่าตัดผ่านกล้องในห้องผ่าตัด เจาะสองรูใต้ลูกสะบ้า รูหนึ่งใช้สอดกล้องที่ต่อกับจอภาพ monitor อีกรูหนึ่งใส่เครื่องมือพิเศษที่ใช้ในการทำผ่าตัดผ่านกล้อง ตลอดการผ่าตัด จะมีแผลเพียงสองรูเท่านั้น
การผ่าตัดผ่านกล้อง
การผ่าตัดผ่านกล้องคืออะไร
การผ่าตัดผ่านกล้อง เป็นการรักษาสมัยใหม่ที่ใช้เทคนิคพิเศษ หลังผ่าตัดจะมีบาดแผลเล็กน้อย โดยปรากฏเพียงรูเล็กสองรูที่อยู่ใต้ลูกสะบ้า การปวดแผลหลังผ่าตัดจะน้อยกว่าการเปิดแผลใหญ่มาก แพทย์ผู้ทำการผ่าตัดจะดู พยาธิสภาพในข้อเข่าผ่านกล้องที่สอดเข้าไปในเข่า และแสดงภาพในเข่าให้เห็นที่ จอภาพ Monitor ระหว่างการผ่าตัดแพทย์สามารถสอดเครื่องมือพิเศษที่ออกแบบ เฉพาะสำหรับการทำผ่าตัดผ่านกล้องเข้าไปอีกรูหนึ่ง เพื่อทำการผ่าตัดตามที่แพทย์ต้องการ ได้ เช่น การชำระล้างข้อเข่า การดูดเอาเศษเนื้อเยื่อที่ล่องลอยอยู่ในเข่าออก การเจียรขอบ ที่เผยอของกระดูกอ่อน การตัดพังพืดที่ถูกับกระดูกอ่อนในเข่า การเย็บซ่อมแซมหมอนรองกระดูก หรือเอ็นไขว้ผ่านกล้อง การผ่าตัดกระตุ้นใต้ผิวกระดูกอ่อน เพื่อให้มีการสร้างเนื้อเยื่อ เข้าแทนที่กระดูกอ่อนที่สึกหรือไปแล้ว เป็นต้น
การรักษาข้อเข่าเสื่อม ด้วยวิธีชำระล้างผ่านกล้อง
การส่องกล้องในข้อเข่าสามารถทำได้ โดยการเจาะรูเล็กๆ ใต้ต่อมลูกสะบ้าสองรู เพื่อเป็นทางเข้าของกล้องขนาดเล็ก และเครื่องมือที่ใช้ในการทำผ่าตัด การทำผ่าตัดนี้สามารถล้างและดูดสารน้ำอักเสบในข้อเข่าออก เศษชิ้นส่วนของกระดูกอ่อนที่ลอยปนอยู่ในน้ำข้อเข่า แพทย์สามารถมองเห็นผิวกระดูกอ่อน หมอนรองกระดูก ความสมบูรณ์ของเนื้อเยื่อในข้อเข่า และสามารถประเมินขอบเขตที่สึกหรอในเข่าได้ดีขึ้น มากกว่าข้อมูลที่ได้จากภาพถ่ายทางรังสี นอกจากนี้ หากแพทย์พบกระดูกอ่อนสึกหรอ มีขอบเปิดเผยอ แพทย์สามารถใช้เครื่องมือเข้าไปกรอให้ขอบเรียบมากขึ้น เพื่อชะลอการสึกหรอได้ กรณีที่กระดูกอ่อนสึกหรอจนเห็นชั้นกระดูกจริง แพทย์สามารถใช้เครื่องมือกระตุ้นให้มีการชั้นของพังผืดแทนชั้นของกระดูกอ่อนเดิมได้ ถึงแม้ว่าชั้นของพังผืดจะไม่มีคุณสมบัติในการหล่อลื่น และยืดหยุ่นเท่ากระดูกอ่อนเดิม แต่สามารถช่วยลดการปวดเข่าในขณะใช้งานได้ระดับหนึ่ง ภาวะข้อเข่าเสื่อม โดยส่วนใหญ่จะพบผู้ป่วยในอายุมาก เช่น อายุมากกว่า 50 ปี ขึ้นไป
ภาพที่เห็นจากกล้อง ผิวกระดูกอ่อนสึกหรอในข้อเข่าเสื่อม (แผ่นสีขาว) ลึกจนถึงชั้นกระดูกจริง (สีเหลือง) ขอบของกระดูกอ่อนขรุขระ และพร้อมที่จะเปิดเผยอให้หลุดต่อไปได้อีก
ภาพเมื่อลองสอดเครื่องมือใต้กระดูกอ่อน จะเห็นว่า ชั้นของกระดูกอ่อนแยกตัวจากชั้นของกระดูกจริง และกำลังจะหลุดออกมากเป็นแผ่น เมื่อมีการใช้งานต่อไปเรื่อยๆ
ภาพที่แพทย์ผู้ทำผ่าตัดใช้ปลายเหล็กแหลมตอก ชั้นกระดูกจริงบางๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเลือดออกที่ผิวของ ชั้นกระดูกจริง แล้วรอให้เกิดการสร้างพังพืดกระดูกอ่อน (Fibrocartilage) เข้ามาแทนที่กระดูกอ่อนที่สึกหรอไปแล้ว ปกติแล้วร่างกายไม่สามารถซ่อมแซมหรือสร้าง กระดูกอ่อนใหม่ทดแทนได้
ผลของการรักษาผ่านกล้อง
ปัจจุบันมีรายงานผลการผ่าตัดผ่านกล้องออกเป็น 2 แบบ
แบบแรก
สรุปได้ว่าการผ่าตัดผ่านกล้องสามารถใช้ได้ผลดีถึง 70% ในผู้ป่วยที่อายุน้อย และมีการสึกหรอของกระดูกอ่อนไม่มากนัก
แบบที่สอง
เป็นการศึกษากลุ่มใหญ่ที่มีการควบคุมตัวแปรอย่างรัดกุมทางสถิติ ได้สรุปว่า การรักษาผ่านกล้องนั้นไม่ได้ช่วยให้อาการหายปวดดีขึ้น และไม่สามารถรับรองผลการรักษาได้
ข้อดีของการรักษาผ่านกล้อง
เนื่องจากเป็นการผ่าตัดที่บาดเจ็บเล็กน้อย แผลมีขนาดเล็ก เพียง 2 รูใต้ลูกสะบ้า ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวได้เร็ว นอกจากการ ชำระล้างเข่าในขณะส่องผ่านกล้องแล้ว ศัลยแพทย์สามารถ ซ่อมแซมความผิดปกติในเข่าผ่านกล้องได้ สำหรับการบาดเจ็บในเข่าบางอย่างที่นำไปสู่อาการปวดเข่า ข้อเข่าเสื่อมระยะแรกเริ่ม เช่น หมอนรองกระดูกฉีกขาด เอ็นไขว้หน้าหรือไขว้หลังฉีกขาด ผิวกระดูกอ่อนเป็นขุยหรือหลุดเป็นแผ่น รวมถึงพังพืด ในเข่า ซึ่งทำให้ผู้ป่วยมีการปวดเข่าเลียนแบบการปวดข้อเข่าเสื่อม สามารถรักษาให้ดีขึ้นจากการทำผ่าตัดผ่านกล้อง และช่วยชะลอการ เกิดข้อเข่าเสื่อมในอนาคตได้ การผ่าตัดผ่านกล้อง ช่วยให้แพทย์ประเมินความรุนแรงของข้อเข่าเสื่อมได้จากการเห็นภาพผ่านกล้องโดยตรง ซึ่งชัดเจนกว่าการประเมินจากภาพถ่ายทางรังสี นอกจากนี้ อาจจะช่วยการปวดจากข้อเข่าเสื่อมในบางรายน้อยลง และเลื่อนเวลาที่จะต้องทำการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าได้
รูปซ้ายแสดงกระดูกอ่อนสึกหรอมากในข้อเข่าเสื่อม (ขุยสีขาว) จนเห็นผิวกระดูก(สีเหลือง) ได้รับการผ่าตัดผ่านกล้องสร้างข้อ และใช้เครื่อง Radiofrequency กระตุ้นให้เกิดความร้อน เพื่อให้ขอบเผยอหดตัวแนบ ติดกับกระดูกจริงตามรูปขวา ช่วยลดความเร็วในการเกิดข้อเสื่อมได้
เมื่อไรที่ควรจะพิจารณารักษาผ่านกล้อง
การผ่าตัดชำระล้างเข่าผ่านกล้อง ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดสำหรับการรักษาข้อเข่าเสื่อม โดยเฉพาะในข้อเข่าที่เป็นมากๆ
จึงสมควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นกรณีในแต่ละราย
อนาคตของการผ่าตัดผ่านกล้องสำหรับโรคกระดูกอ่อนในข้อเข่า
การศึกษาเป็นจำนวนมากเกี่ยวกับการปลูกถ่ายเซลล์กระดูกอ่อนผ่านกล้อง วิธีการดังกล่าวเป็นวิธีการใหม่ที่จำเป็นต้องมีความพร้อมในด้านเทคโนโลยีชีวภาพทางพาณิชย์มาร่วมด้วย กล่าวคือ แพทย์จะนำเซลล์กระดูกอ่อนของผู้ป่วยส่งไปที่ศูนย์เพาะเนื้อเยื่อชีวภาพ ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มี หลังจากนั้นนำกลับมาปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วย การรักษาด้วยวิธีการดังกล่าวแพทย์จำเป็นต้องเลือกผู้ป่วยที่เหมาะสม ผู้ป่วยไม่ควรมีอายุมาก เข่าไม่ควรมีลักษณะผิดรูป จึงจะหวังผลได้ประมาณ 80% อย่างไรก็ตาม เป็นการผ่าตัดที่มีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก และยังต้องการความพร้อมอีกหลายด้าน
สรุป
การผ่าตัดผ่านกล้องเพื่อใช้การรักษาข้อเข่าเสื่อมนั้น มีข้อจำกัดในการรักษาอยู่พอควร จำเป็นต้องเลือกผู้ป่วยที่เหมาะสม ซึ่งในกรณีที่เลือกผู้ป่วยที่เหมาะสมแล้ว แพทย์สามารถคาดหวังผลการรักษาได้สูงถึง 70% การรักษาวิธีนี้ไม่สามารถทำให้อาการข้อเข่าเสื่อมหายขาดได้ แต่ช่วยชะลอความรุนแรงของอาการข้อเข่าเสื่อมได้ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งขึ้นอยู่กับพยาธิสภาพและความรุนแรงของข้อเข่าเสื่อมด้วย จึงเป็นการผ่าตัดที่ช่วยยืดเวลาในการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าให้กับผู้ป่วยที่ยังอายุน้อยได้ดีในระดับหนึ่ง
การรักษาเอ็นไขว้หน้าข้อเข่าด้วยวิธีผ่าตัดผ่านกล้อง
เอ็นไขว้หน้าเข่า คืออะไร สำคัญอย่างไร
เอ็นไขว้หน้าเข่า (Anterior Cruciate Ligament) เป็นเอ็นเส้นใหญ่ที่อยู่แกนกลางเข่า อยู่หน้าต่อเอ็นไขว้หลัง (Posterior Cruciate Ligament) มีหน้าที่สำคัญในการรักษาแกนหมุนของเข่าขณะที่งอเหยียดเข่า ยึดตรึงเข่าไม่ให้เลื่อนออกมาข้างหน้าได้ ทำให้เข่ามีความมั่นคง หากเอ็นเส้นนี้ขาด เมื่อมีการบิดเข่าหมุนตัว หยุดกะทันหัน หรือวิ่งเร็ว จะทำให้รู้สึกไม่มั่นคง เข่าพับพลิกได้ง่าย ขาดความมั่นใจในการใช้เข่า มีอาการปวดในบางครั้ง ส่วนใหญ่มักจะพบเอ็นเส้นนี้ขาดในการเล่นกีฬาที่ปะทะกัน เช่น ฟุตบอล หรือเกิดอุบัติเหตุเข่าพลิกรุนแรง
เอ็นไขว้หน้า ตามลูกศร วางตัวแนวเฉียงตรงกลางของเข่า
การผ่าตัดเอ็นไขว้หน้า
แต่เดิมการผ่าตัดเอ็นไขว้หน้า ถือว่าเป็นการผ่าตัดใหญ่ที่มีขั้นตอนที่ยาก และซับซ้อนมาก แผลผ่าตัดมีขนาดใหญ่และยาวอย่างน้อย 2 ตำแหน่ง คือ ด้านในเข่า และด้านนอกของต้นขา ใช้เวลาผ่าตัดนาน 2-3 ชั่วโมงต่อครั้ง
ปัจจุบัน การผ่าตัดผ่านกล้องเป็นเทคโนโลยีมาตรฐานในการรักษาเอ็นไขว้หน้าแทนการผ่าตัดแบบเปิดซึ่งเป็นแบบเก่า แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กลงอย่างมาก ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวได้เร็ว ปวดแผลน้อยกว่า เพิ่งยาแก้ปวดในระยะน้อยกว่า แพทย์ผู้ทำผ่าตัดสามารถมองเห็นผ่านกล้องได้ชัดและดีกว่าการผ่าตัดแบบเปิดแผล เนื่องจากภาพที่ได้จากการผ่าตัดผ่านกล้องจะเป็นภาพขยาย และแพทย์สามารถสอดเครื่องมือและกล้องเข้าไปที่บริเวณคับแคบแสงน้อยได้ดีกว่าการมองโดยตรงด้วยตาเปล่า
ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดผ่านกล้อง จะใช้เวลาพักฟื้นในรพ.น้อยกว่าการผ่าตัดแบบเปิด คือ ไม่เกิน 3-4 วัน
ในขณะที่การผ่าตัดแบบเปิดข้อเข่า จะใช้เวลานาน 7-10 วัน
ชนิดของเส้นเอ็นที่จะมาทำเป็นเอ็นไขว้หน้าแทนเส้นเดิมที่ขาดไปแล้ว
1. เอ็นติดกระดูกจากเอ็นลูกสะบ้า แพทย์จะตัด 1/3 ของความกว้างของเอ็นลูกสะบ้าโดยมีปลายติดกระดูกมาด้วย
2. เอ็นจากกล้ามเนื้อ hamstring ปลายสองข้างจะไม่กระดูกติด จะได้เอ็น hamstring สองเส้น เมื่อพับทบกันครึ่งหนึ่งจะเอ็น 4 เส้นทบกัน
ปลายสองข้างไม่มีกระดูกติดอยู่
3. เอ็นบริจาคจากผู้เสียชีวิตแล้ว
4. เอ็นเทียม เคยมีการใช้เมื่อประมาณ 30 ปีก่อน อย่างไรก็ตาม ผลการใช้เอ็นเทียมไม่เป็นที่น่าพอใจ ปัจจุบันเลิกใช้แล้ว
แต่ยังมีการศึกษาอย่างต่อเนื่องในห้องทดลอง เพื่อพัฒนาคุณภาพของเอ็นเทียมที่จะนำมาใช้ในอนาคตอยู่
ควรเลือกเอ็นจากที่ไหนมาทำเป็นเอ็นไขว้หน้า
เอ็นติดกระดูกจากเอ็นลูกสะบ้า
เป็นมาตรฐานในปัจจุบัน มีข้อดีที่ปลายเป็นกระดูกทั้งสองข้าง เมื่อยึดเข้าที่โพรงกระดูกแล้ว จะมีการยึดติดกันระหว่างกระดูกได้เร็วกว่าเอ็นที่ไม่มีกระดูกติด จึงค่อนข้างเหมาะสำหรับนักกีฬาหรือผู้ป่วยที่ต้องการใช้เข่ามากในเวลาหลังผ่าตัดอันสั้น โอกาสเข่ายืดออกหลังผ่าตัดเมื่อเทียบกับเอ็นเส้นอื่น อาจจะน้อยกว่าในบางรายงาน อย่างไรก็ตามผู้ป่วยบางรายอาจจะมีความรู้สึกระคายเคืองลูกสะบ้าที่ไปเอาเอ็นมาได้ ดังนั้นถ้าหากผู้ป่วยมีอาการปวดสะบ้ามาก่อน แพทย์จะเลี่ยงไปใช้เอ็นจากกล้ามเนื้อ hamstring แทน ข้อเสียอีกข้อหนึ่งคือ แผลผ่าตัดขณะเอาเอ็นออกมาจะยาวกว่าแผลผ่าตัดขณะเอาเอ็นจาก hamstring
เอ็นจากกล้ามเนื้อ hamstring
เมื่อนำมาทบกลับไปมาได้ 4 เส้นแล้ว นำมาพันรวมกัน คล้ายกับลวดสลิง เอ็นจะมีขนาดใหญ่แข็งแรงพอๆ กับเอ็นจากลูกสะบ้า การผ่าตัดเอาเอ็นใช้แผลเล็กกว่า แต่การยึดติดของเส้นเอ็นกับโพรงกระดูก จะใช้เวลานานกว่า หลังผ่าตัดผู้ป่วยไม่มีความรู้สึกว่ากำลังในการงอเข่าลดลง ทั้งๆ ที่เมื่อทำการทดสอบจะพบว่า ลดลง < 10% เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการแผลผ่าตัดที่เล็กกว่าสวยงามกว่า แต่ไม่ยังต้องการใช้เข่ามากในระยะเวลาอันสั้น ผู้ป่วยพอใจที่จะลดระดับการใช้งานเข่าหลังผ่าตัด เช่นไม่เล่นกีฬาหนักๆ จากหลักฐานที่ศึกษามาพบว่า การใช้เอ็นทั้งสองแบบ มีผลการรักษาไม่แตกต่างกัน
เอ็นบริจาคจากผู้ตาย
ไม่เป็นที่นิยมในประเทศไทย เนื่องจากวิธีการเก็บรักษาเส้นเอ็น การกำจัดเชื้อโรคที่อาจจะมีอยู่ในผู้ให้บริจาคมีค่าใช้จ่ายสูง และมีหน่วยงานที่ทำได้ไม่มากนัก ข้อจำกัดของเอ็นนี้คือความสะอาด และความปลอดภัยจากการติดเชื้อจากผู้ให้บริจาค ข้อดีคือไม่ต้องหาเอ็นจากผู้ป่วยมาทำเป็นเอ็นไขว้หน้า
ขนาดของแผลผ่าตัด
หลังผ่าตัดจะมีรู 2 รูที่ใต้ลูกสะบ้าเสมอ รูแรกเป็นรูที่แพทย์สอดกล้องเข้าไป รูที่สองเป็นรูที่แพทย์สอดเครื่องมือพิเศษที่ใช้ในการผ่าตัดผ่านกล้อง นอกจากนี้ ยังมีแผลที่เป็นผลมาจากการเอาเอ็นของผู้ป่วยมาทำเอ็นไขว้หน้าเส้นใหม่ ถ้าเป็นเอ็นติดกระดูกของเอ็นลูกสะบ้า จะมีแผลกลางเข่าอีกแผลยาวประมาณ 7-10 ซม. หากเป็นเอ็น hamstring จะมีแผลที่เล็กกว่าที่ด้านในเข่า ประมาณ 2-5 ซม. หรือหากใช้เอ็นบริจาคของผู้เสียชีวิตจะมีแผลด้านในเข่า ประมาณ 2-3 ซม.
สกรูที่ยึดเส้นเอ็นไขว้ใหม่ต้องผ่าตัดออกหรือไม่
แพทย์จะใช้สกรูยึดหัวท้ายเส้นเอ็นแบบละลายได้ จึงไม่ต้องเอาออก โดยทั่วไปสกรูจะละลายหมดได้เองใน 2-3 ปี หลังผ่าตัด 6 เดือนขึ้นไป หัวท้ายของเส้นเอ็นจะเปลี่ยนสภาพยึดติดกับกระดูกของผู้ป่วยได้เองโดยไม่ต้องใช้การยึดตรึงของสกรู ดังนั้นจึงมีเวลานานพอที่จะให้เส้นเอ็นยึดติดกับกระดูกก่อนที่จะสกรูละลายหมด
หลังผ่าตัด จะต้องหยุดงานนานเท่าไร
กรณีผู้ป่วยที่เป็นนักเรียน นักศึกษา หรือผู้ที่ทำงานนั่งโต๊ะ สามารถกลับไปทำงานได้ระยะเวลา 2-3 สัปดาห์ หากเป็นการทำงานที่ต้องใช้เข่ามาก เดินมาก หรือยืนนานมาก ควรหยุดประมาณ 2-3 สัปดาห์ กรณีทำงานหนัก ยกของหนัก ควรหยุดประมาณ 3 เดือน และถ้าต้องการกลับไปเล่นกีฬา หรือเป็นนักกีฬา ควรจะหยุดประมาณ 6 เดือนหลังผ่าตัด
หนึ่งในสามของความกว้างของเอ็นลูกสะบ้าถูกตัดออกมา โดยมีปลายสองข้างกระดูกติดมาด้วย
เส้นเอ็น hamstring จำนวน2เส้นถูกนำออกจากด้านในของเข่าแล้วทบกันเป็น4 เส้นพันเข้าหากัน
เอ็นที่นำมาจากบางส่วนของเอ็นลูกสะบ้า ถูก สอดเข้าไปในโพรงกระดูกหน้าแข้งและต้นขา
สกรูที่ละลายได้ ถูกใส่เข้าไปในโพรง กระดูกยึดตรึงไว้ที่ส่วนหัวและท้ายของเส้นเอ็น
เอ็นไขว้หน้าเส้นใหม่ที่สร้างขึ้น เมื่อสิ้นสุดการผ่าตัด
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกทั่วไปต่างจากการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อสะโพกอย่างไร
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกทั่วไป เป็นมาตรฐานในการรักษาโรคข้อเสื่อมสำหรับผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป การผ่าตัดชนิดนี้จะตัดหัวข้อสะโพกทั้งหัวออกไป แล้วแทนที่ด้วยหัวข้อสะโพกโลหะผสม (Alloy) ที่มีก้านยื่นออกมาเพื่อเสียบลงไปที่กระดูกต้นขา ส่วนเบ้าของข้อสะโพกสามารถวัสดุรองเข้าได้หลายแบบ เช่น พลาสติกแข็งพิเศษทางการแพทย์ (Ultra High Molecular Weight Polyethylene), กระเบื้องเซรามิค หรือโลหะผสม
การผ่าตัดชนิดนี้มีปัญหาการสึกหรอ ทำให้อายุการใช้งานสั้น ถ้าทำการผ่าตัดให้ผู้ป่วยสูงอายุซึ่งมีการใช้สะโพกน้อย จะอยู่ได้นาน 15-25 ปี แต่ถ้าทำการผ่าตัดให้ผู้ป่วยอายุน้อยซึ่งมีการใช้งานมาก อายุการใช้งานจะเหลือเพียง 5-10 ปีเท่านั้น จึงไม่เหมาะอย่างยิ่งที่จะทำการผ่าตัดให้ในผู้ป่วยที่มีอายุน้อย
นอกจากนี้ หากผู้ป่วยที่มีอายุน้อยได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกทั่วไป แพทย์จะไม่อนุญาตให้เล่นกีฬาหนัก เช่น ฟุตบอล เทควันโด เทนนิส ฯลฯ ไม่อนุญาตให้ยกของหนัก หรือทำงานหนักมาก เพื่อถนอมให้ข้อสะโพกเทียมนี้มีอายุการใช้งานที่นานขึ้น้
การผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อสะโพก
เป็นเทคโนโลยีการผ่าตัดใหม่ มีการพัฒนาครั้งแรกตั้งแต่ 1970 แล้วเลิกไป ต่อมาได้นำมาปรับปรุงและพัฒนาใหม่ตั้งแต่ 1989 จนสามารถใช้งานได้จริงตั้งแต่ 1996 เป็นต้นมา ในต่างประเทศมีการผ่าตัดด้วยวิธีดังกล่าวนานกว่า 10 ปี ผลการรักษาดีมาก เป็นที่กล่าวถึงกันมากเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการผ่าตัดแบบนี้ ระหว่างผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อสะโพกเสื่อมกันเองที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้และผู้ป่วยที่รอการตัดสินใจจากปากต่อปาก ทำให้มีผู้ป่วยร้องขอให้มีการผ่าตัดวิธีนี้ให้กับตนเองกับศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์
ปัจจุบัน มีการผ่าตัดวิธีนี้ในผู้ป่วยอายุน้อยมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต่ำกว่า 7,000 ข้อสะโพก เชื่อกันว่าหลังจากที่องค์การอาหารและยาสหรัฐได้อนุญาตให้ทำผ่าตัดด้วยวิธีนี้ได้ (ตั้งแต่ 12 พ.ค. 2549) จะทำให้การผ่าตัดด้วยวิธีนี้เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณในอนาคตอันสั้นนี้ มีการศึกษาใหม่ และศึกษาย้อนหลังผลการใช้ข้อสะโพกที่เป็นโลหะผสมทั้งหัวและเบ้า ซึ่งคล้ายกับการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อสะโพกนี้ พบว่า อายุการใช้งานควรจะอยู่ที่ไม่น้อยกว่า 20-30 ปี
การผ่าตัดวิธีนี้ หัวสะโพกยังอยู่เหมือนเดิม (head preserving) เฉพาะผิวกระดูกอ่อนที่หัวจะถูกเจียรออกไป และครอบหัวด้วยโลหะผสม ข้อเบ้าเป็นโลหะผสมเช่นกัน ภายภาคหน้าหากชำรุดจำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่ แพทย์จะเปลี่ยนให้เป็นข้อสะโพกเทียมแบบทั่วไปเทียบเท่ากับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกทั่วไปเป็นครั้งแรก ซึ่งในขณะนั้นผู้ป่วยดังกล่าวจะมีอายุมากขึ้นแล้ว
การผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อสะโพกเหมาะสำหรับผู้ป่วยกลุ่มใด
การผ่าตัดนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่จะเป็นต้องเปลี่ยนข้อสะโพกในอายุน้อย ข้อสะโพกเสื่อมเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด รองลงมาได้แก่ หัวสะโพกขาดเลือด, ข้อสะโพกรูมาตอยด์ เป็นต้น อายุของผู้ป่วยที่เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กิจกรรมชีวิตประจำวันในแต่และคน ซึ่งอายุเป็นเพียงเกณฑ์คร่าวๆ ในการพิจารณา โดยทั่วไปอายุน้อยกว่า 60 ปี หรืออายุ 60-65 ปี แต่แข็งแรงและต้องการใช้งานข้อสะโพกมาก ควรได้รับการพิจารณาการผ่าตัดวิธีนี้ด้วย
ผู้ที่เหมาะสมสำหรับการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อสะโพก
1. มีอายุน้อยกว่า 60-65 ปี สุขภาพร่างกายแข็งแรงต้องการกลับไปใช้ชีวิตปกติ
2. เป็นโรคข้อสะโพกเสื่อมมาก หรือหัวสะโพกขาดเลือด ระยะ 3 ขึ้นไป โดยที่ความสมบูรณ์ของเบ้าและหัวสะโพกจะต้องเหลืออยู่ไม่น้อยกว่า 80% โดยเฉพาะบริเวณที่รับน้ำหนักขณะยืน เดิน
3. ไม่มีโรคไตเรื้อรัง ซึ่งอาจจะทำให้การกำจัดอนุมูลโลหะในกระแสเลือดไม่ดี ทำให้อาจจะมีปัญหาระดับอนุมูลโลหะในกระแสเลือดสูงมากได้
4. ไม่ควรเป็นโรคกระดูกพรุน โดยเฉพาะที่ข้อสะโพก
5. ไม่ควรมีประวัติการแพ้โลหะหนัก เช่น โครเมียม โครบอลท์ โมลิดินัม เวนาเดียม เป็นต้น
ข้อควรทราบในการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อสะโพก
1. มีการตรวจพบอนุมูลของโลหะในกระแสเลือด และปัสสาวะของผู้ป่วยสูงขึ้นเมื่อเทียบกับคนทั่วไป อย่างไรก็ตาม ยังไม่รายงานความเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งใดๆ ในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดใส่ข้อสะโพกชนิดโลหะชนกับโลหะ ตั้งแต่ 1970 ซึ่งผู้ป่วยจำนวนหนึ่งใช้งานมาเป็นเวลานานกว่า 25-30 ปี โดยไม่พบผลข้างเคียงใดๆ และยังไม่มีรายงานการเกิดมะเร็งในการผ่าตัดข้อสะโพกแบบใหม่นี้ตั้งแต่เริ่มทดสอบเมื่อปี 1989 เป็นต้นมา ศัลยแพทย์เชื่อว่าโอกาสที่จะเกิดมะเร็งที่เป็นผลมาจากการผ่าตัดชนิดนี้น้อยมาก
2. ผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนมาก มีความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกคอสะโพกหักได้ ถ้าใช้งานหนักมาก โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีแรกหลังผ่าตัด
3. การผ่าตัดนี้ไม่สามารถแก้ไขความยาวขาให้สั้นหรือยาวขึ้นกว่าเดิมได้
4. ผู้ป่วยที่เป็นผู้หญิงสามารถมีบุตรได้ จากรายงานไม่พบว่า มีข้อห้ามหรืออันตรายใดๆ การผ่านของอนุมูลโลหะไปที่รกและทารกมีปริมาณน้อยมากจนไม่เป็นอันตราย
ขั้นตอนและการเตรียมการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อสะโพก
เมื่อท่านได้รับคำแนะนำให้เปลี่ยนผิวข้อสะโพกจากศัลยแพทย์ สิ่งที่ควรรู้และทำความเข้าในการผ่าตัดมีดังนี้
1. ระหว่างผ่าตัด ผู้ป่วยจะได้รับการคาสายสวนปัสสาวะเมื่อการระงับความเจ็บปวดเริ่มขึ้น ศัลยแพทย์ส่วนใหญ่จะเลือกการผ่าตัด โดยเปิดเยื่อหุ้มข้อสะโพกจากทางด้านหลัง แผลผ่าตัดมักจะยาวกว่าแผลในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกทั่วไปประมาณ 50% เครื่องพิเศษจะถูกนำมาใช้ในการกรอผิวข้อสะโพกเดิม เพื่อให้เหลือส่วนของกระดูกส่วนหัวและเบ้าส่วนใหญ่ไว้มากที่สุด ศัลยแพทย์จะทำการวัดขนาดที่เหมาะสมของข้อสะโพกเทียมสำหรับผู้ป่วยในแต่ละราย เมื่อใส่ข้อสะโพกเทียมแล้ว ศัลยแพทย์จะทำการทดสอบความมั่นคงของข้อสะโพกก่อนที่ปิดแผลผ่าตัดทุกชั้นตามขั้นตอน บางครั้งจะมีการสอดท่อระบายเลือดเพื่อป้องกันลิ่มเลือดขนาดใหญ่ตกค้างในแผลผ่าตัด
2. หลังผ่าตัด ในช่วงวันหรือสองวันแรก ผู้ป่วยจะได้รับสารน้ำชดเชยทางเส้นเลือดดำ และบางครั้งอาจจะต้องให้เลือดทดแทนประมาณ 1-2 ถุง วิสัญญีแพทย์จะให้ยาระงับปวดหลังผ่าตัดด้วยวิธีต่างๆ อีก 1-2 วันทางการฉีด จากนั้นจะเปลี่ยนเป็นรับประทานยาแก้ปวด ผู้ป่วยจะได้รับอนุญาตให้รับประทานอาหารได้เมื่อกลับถึงหอผู้ป่วย ศัลยแพทย์บางท่านจะอนุญาตให้เริ่มหัดเดินในเย็นวันที่ได้รับการผ่าตัด แต่โดยส่วนใหญ่จะให้เริ่มหัดเดินลงน้ำหนักในวันที่ 2 หลังผ่าตัด สายระบายเลือด สายสวนปัสสาวะ และสายน้ำเกลือ จะถูกดึงออกภายใน 1-3 วันหลังผ่าตัด แผลเย็บหากเป็นไหมไม่ละลายหรือลวดเย็บจะได้รับการตัดออกในวันที่ 14 หลังการผ่าตัด ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะนอนโรงพยาบาลประมาณ 5-7 วัน เมื่อกลับบ้าน แพทย์จะแนะนำให้ใช้ไม้ค้ำยันเดินลงน้ำหนักเต็มที่ หลีกเลี่ยงการนั่งหรืองอสะโพกมากๆ ในช่วง 6 สัปดาห์หลังผ่าตัด และอนุญาตให้ขับรถได้ 2 สัปดาห์หลังผ่าตัด
3. เมื่อทุกอย่างเข้าที่แล้ว หลัง 6-12 สัปดาห์ ผู้ป่วยเกือบทั้งหมดจะสามารถเดินได้โดยไม่ต้องใช้ไม้ค้ำยัน แพทย์อนุญาตให้ทำกิจกรรมได้ครบทุกอย่าง ให้เล่นกีฬาหนักๆ ได้ โดยจะค่อยเป็นค่อยไปเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ซึ่งจะต่างจากการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกทั่วไปที่แพทย์จะจำกัดไม่ให้ทำงานหนัก เดินหรือวิ่งมากๆ หรือเล่นกีฬาหนักๆ เนื่องจากจะทำให้อายุการใช้งานสั้นลงมาก
NICE Guildlines
ในเดือนเมษายน 2002 the National Institute for Clinical Excellence (NICE) ซึ่งเป็นหน่วยของรัฐในประเทศอังกฤษได้ให้คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยที่สนใจรับการ ผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อสะโพกเทียม มีใจความสรุปได้ว่า
1. การผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อสะโพกเป็นทางเลือกหนึ่งที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับข้อสะโพกขั้นสุดท้าย ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดรักษา และต้องการอายุการใช้งานของข้อเทียมที่ยาวนาน
2. การผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อสะโพกควรกระทำโดยศัลยแพทย์ที่ได้รับการฝึกฝนเทคนิคการผ่าตัดแบบนี้โดยตรง
3. ผู้ป่วยจะต้องได้รับข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือของการผ่าตัดนี้อย่างเพียงพอก่อนที่จะมีการตัดสินใจทำ โดยเฉพาะในด้านโอกาสการผ่าตัดซ้ำสองในอนาคตเปรียบเทียบกับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกทั่วไป ผู้ป่วยสามารถของอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
http://www.nice.org.uk/
สรุป
ถึงแม้ว่าการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อสะโพกจะเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ได้รับการปรับปรุงขึ้น ตลอดเวลากว่า 10 ปี ที่ผ่านมา ผลการผ่าตัดที่และอายุการใช้งานได้เป็นที่ยอมรับทั้งศัลยแพทย์ และผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดสามารถกลับไปดำรงชีวิตอย่างปกติโดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ ความเข้าใจในบทบาทของข้อสะโพกเทียมที่ทำด้วยโลหะชนกับโลหะในปัจจุบัน ช่วยให้ศัลยแพทย์สามารถเอาชนะอุปสรรคในด้านอายุการใช้งานในผู้ป่วยอายุได้อย่างมาก และช่วยให้คุณภาพชีวิตที่เหลือของผู้ป่วยดีขึ้นกว่าสมัยก่อนอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อสะโพกเสื่อม จะเห็นช่องว่างของข้อในส่วนของกระดูกอ่อนแคบลงไป
ข้อสะโพกเทียมทั่วไปจะมีก้านโลหะเสียบเข้าใน โพรงกระดูกต้นขาหัวสะโพกเป็นโลหะ เบ้าเป็นพลาสติกทางการแพทย์
ข้อสะโพกเทียมที่ใช้ในการเปลี่ยนผิวข้อสะโพกส่วนหัวและเบ้าเป็นโลหะ ส่วนหัวมีลักษณะครอบลงไปที่หัวข้อสะโพก แทนการตัดข้อสะโพกเดิมออก
เมื่อครอบไปที่หัวข้อสะโพก กระดูกส่วนใหญ่ยังคงอยู่โดยไม่ถูกตัดออกไป
เมื่อเปลี่ยนผิวข้อสะโพกเทียมแล้วกระดูกข้อสะโพกส่วนใหญ่ยังคงอยู่
ข้อสะโพกเทียมทั่วไปต้องตัดกระดูกส่วนคอออกแล้วเสียบทั้งแท่ง เข้าไปในโพรงกระดูกต้นขาวัสดุรองเบ้าเป็นพลาสติกทางการแพทย์ หัวสะโพกเป็นโลหะมีอายุการใช้งานไม่ยืนยาวหากใส่ให้ในผู้ป่วย ที่อายุน้อยกว่า 60 ปี
ข้อสะโพกเสื่อมจะมีผิวกระดูกอ่อนสึกหรอ รอบๆ มีกระดูกยื่นออกมา
เวลาทำการ
เปิดบริการทุกวัน เวลา 09.00 - 19.00 น.
สถานที่
โรงพยาบาลเวชธานี ศูนย์ฟื้นฟูข้อเสื่อมเวชธานี ชั้น 3
การนัดหมายและติดต่อสอบถาม
โทร. (02) 734 - 0000 ต่อ 2222 - 2224
โทรสาร (02) 734 - 0044 - 5
2008 © Vejthani TJR Center (Vejthani Total Joint Replacement Center) @ Vejthani Hospital