Vejthani ART Center  Vejthani Hospital
 
ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร   
Untitled Document
 
     ศูนย์หัวใจ
     ปรึกษาปัญหาผู้มีบุตรยาก
     โปรแกรมตรวจภาวะผู้มีบุตรยาก
     โปรแกรมเปลี่ยนข้อเข่า
   
 
   
 
ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร รพ.เวชธานี

 
           ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร (ART Center)
 
 
     คือศูนย์เฉพาะทางด้านการรักษาภาวะมีบุตรยากที่ครบวงจร ครอบคลุมการบริการให้คำปรึกษา ตรวจวินิจฉัย และรักษา โดยแพทย์เฉพาะทาง ดำเนินงานในลักษณะ One Stop Service
 
     
           ภาวะมีบุตรยากคืออะไร..?
 
     ในทางการแพทย์ ภาวะการมีบุตรยากมิได้หมายความว่าไม่มีโอกาสมีบุตรอีกต่อไป ทว่าเป็นเรื่องของการมีโอกาสน้อยกว่าผู้อื่นในการมีบุตร จากสถิติของประชากรวัยเจริญพันธุ์ในประเทศไทย ประมาณ 10 ล้านคู่ จะมีคู่สมรสประมาณ 1.5 ล้านคู่ที่ประสบกับปัญหาภาวะการมีบุตรยาก ภาวะการมีบุตรยาก จำแนกออกเป็นสองประเภทคือ
     1.ภาวะการมีบุตรยากชนิดปฐมภูมิ หมายถึงคู่สมรสดังกล่าวไม่เคยมีการตั้งครรภ์มาก่อน
     2.ภาวะมีบุตรยากชนิดทุติยภูมิ คือคู่สมรสดังกล่าวเคยตั้งครรภ์มาแล้ว แต่ไม่สามารถตั้งครรภ์ครั้งถัดไป
 
     
           วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางการแพทย์เปิดโลกใหม่ในการรักษา
 
     สำหรับคู่สมรสที่ไม่สามารถมีบุตรได้เองโดยวิธีธรรมชาติและยินดีที่จะทำการรักษาจึงจำ เป็นที่จะต้องใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ต่างๆ เข้ามาช่วยเหลือคู่สมรสให้ตั้งครรภ์ ซึ่งเทคโนโลยีที่ใช้สำหรับรักษาภาวะมีบุตรยาก ได้พัฒนาจากอดีตจนถึงปัจจุบันซึ่งมีอยู่หลายวิธี การจะเลือกใช้วิธีใดในการรักษาขึ้นกับการวินิจฉัยของแพทย์และความเหมาะสมในแต่ละกรณี
 
     
           ขั้นตอนการรับการรักษา
 
     1. การให้คำแนะนำในการรักษา
เจ้าหน้าที่หรือแพทย์จะซักประวัติส่วนตัว ประวัติประจำเดือน ประวัติการแต่งงานและการมีบุตร การมีเพศสัมพันธ์ การคุมกำเนิด การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ เป็นต้น ในการมารับบริการครั้งแรกควรมาพร้อมกันทั้งสามีและภรรยาเพื่อรับคำปรึกษาและหาสาเหตุการมีบุตรยากจากทั้งสองฝ่าย
     2. การตรวจหาสาเหตุในฝ่ายชายและฝ่ายหญิง
ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงจะได้รับการตรวจร่างกาย, ตรวจเลือด เช่น กรุ๊ปเลือด, ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด, เชื้อไวรัสตับอักเสบบี, ภูมิต้านทานไวรัสตับอักเสบบี, ซิฟิลิส, ภูมิไวรัสเอดส์, ภูมิคุ้มกันหัดเยอรมัน (เฉพาะผู้หญิง) เพื่อดูว่ามีโรคหรือภาวะบางอย่างที่มีอันตรายหรือเป็นข้อห้ามในการตั้งครรภ์หรือไม่
     ฝ่ายชายจะได้รับการตรวจอสุจิ ถ้าพบว่ามีความผิดปกติจะได้รับการตรวจเลือดเพื่อหาระดับฮอร์โมนเพศชายในร่างกาย (FSH, LH, Testosterone, Prolactin) เพิ่มเติม
     ฝ่ายหญิงจะได้รับการตรวจดูระดับฮอร์โมนเพศ (FSH, LH, Prolactin, Progesterone, Estradiol) ในช่วงต่างๆ ของรอบเดือน ตรวจมูกปากมดลูก ตรวจอัลตราซาวด์ทางช่องคลอดดูขนาดถุงรังไข่, ตรวจเอ็กซเรย์ฉีดสีท่อนำไข่, ส่องกล้องตรวจทางหน้าท้อง หรือส่องกล้องตรวจในโพรงมดลูก แพทย์จะตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุ จากนั้นรักษาตามสาเหตุ ถ้าเกิดภาวะแทรกซ้อนผลที่ได้จะไม่คุ้มกับเสีย ส่วนจะเลือกวิธีใดนั้นขึ้นอยู่กับเหตุผลความจำเป็นและสภาพของผู้รับบริการทั้งฝ่ายชายฝ่ายหญิง
     3. การเซ็นใบอนุญาตในการทำการรักษา
เมื่อตัดสินใจเข้ารับการรักษาทางโรงพยาบาลจะให้คู่สมรสเซ็นยินยอมการรักษา หากจำเป็นต้องรับการรักษาด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
 
     
 
           เทคโนโลยีเพื่อการรักษาภาวะมีบุตรยาก
 
  การกระตุ้นรังไข่และการผสมเทียม (Intrauterine Insemination: IUI)
การฉีดเชื้ออสุจิที่แข็งแรงผ่านการคัดเชื้อเข้าสู่โพรงมดลูกในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมกับการปฏิสนธิ (ช่วงเวลาไข่ตก) เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิระหว่างตัวอสุจิกับไข่ วิธีนี้จะทำในกรณีที่ฝ่ายหญิงไม่มีปัญหาเรื่องท่อนำไข่อุดตัน นอกจากนี้ในกรณีอื่น เช่น ปัญหาบางส่วนที่ปากมดลูก, ภาวะฮอร์โมนรังไข่ทำงานผิดปกติ หรือยังไม่ประสบความสำเร็จโดยวิธีธรรมชาติหรือนับช่วงวันไข่ตก และเป็นวิธีรักษาอีกทางเลือกหนึ่งในกรณีที่ฝ่ายชายมีปัญหาเรื่องความสมบูรณ์ของเชื้อ หรือมีปัญหาด้านการหลั่งเชื้อ
วิธีทำการผสมเทียมมีหลายวิธี ได้แก่ การฉีดเชื้ออสุจิเข้าช่องคลอด เข้าปากมดลูก เข้าโพรงมดลูกหรือการฉีดเชื้ออสุจิเข้าหลอดมดลูกโดยตรง ในบรรดาวิธีทั้งหลายที่กล่าวมาแล้ว วิธีที่นิยมแพร่หลายและมีอัตราความสำเร็จในเกณฑ์ดี คือ การฉีดเชื้ออสุจิเข้าโพรงมดลูก ซึ่งเชื้ออสุจิที่จะฉีดจะต้องผ่านการล้างเอาเชื้อแบคทีเรีย และสารต่างๆออก และคัดเฉพาะเชื้ออสุจิที่แข็งแรง การผสมเทียมนี้เป็นวิธีที่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายน้อย ซึ่งโดยปกติการผสมเทียมมักจะประสบผลสำเร็จภายใน 3-6 รอบเดือนของการรักษา ถ้ายังไม่ตั้งครรภ์ควรจะประเมินหาสาเหตุซ้ำเพื่อวางแผนการรักษาต่อไป

การเคลื่อนย้ายเซลล์สืบพันธุ์เข้าไปในท่อนำไข่ (Gamete Intrafallopian - Transfer : GIFT)
คือ คือการนำไข่และอสุจิไปใส่ที่ท่อนำไข่ เริ่มจากการนำไข่ออกมาก่อน หลังจากนั้นจึงนำไข่กับเชื้ออสุจิฉีดเข้าท่อนำไข่ผ่านการผ่าตัดส่องกล้องให้ไข่กับเชื้ออสุจิผสมกันบริเวณท่อนำไข่ หากเชื้อสมบูรณ์ดีจะเกิดการปฏิสนธิวิธีนี้เหมาะสำหรับคู่สมรสที่ฝ่ายหญิงมีท่อนำไข่อย่างน้อย 1 ข้าง และฝ่ายชายอสุจิปกติ

ขั้นตอนการรักษา
1. กระตุ้นการเจริญเติบโตของถุงรังไข่ โดยใช้ยากระตุ้นให้ไข่สุกพร้อมกันหลายใบ แพทย์ติดตามการเจริญเติบโตของไข่ด้วยวิธีอัลตราซาวนด์ และการตรวจระดับฮอร์โมนในเลือด
2. เมื่อไข่พร้อม สามีจะทำการเก็บน้ำเชื้อเพื่อคัดเลือกอสุจิที่แข็งแรง ส่วนภรรยาจะทำการเก็บไข่ โดยผ่านทางหน้าท้องด้วยกล้องส่องตรวจทางหน้าท้อง เมื่อได้ไข่และอสุจิแล้วจะนำกลับเข้าไปทางท่อนำไข่
3. การให้ฮอร์โมนเพื่อช่วยการฝังตัวของตัวอ่อน แพทย์จะให้ฮอร์โมน Progesterone เพื่อช่วยในการฝังตัวของตัวอ่อน
4. การทดสอบการตั้งครรภ์ แพทย์จะทำการตรวจเลือดเพื่อดูการตั้งครรภ์ หลังจากทำประมาณ 14 วัน
ข้อดี-ข้อเสีย
1.เลียนแบบวิธีธรรมชาติมากที่สุด ทำให้อัตราการตั้งครรภ์สูง
2.การเก็บไข่และย้ายตัวอ่อนโดยใช้กล้องส่องตรวจทางหน้าท้อง เจ็บมากกว่าวิธีเก็บไข่ และย้ายตัวอ่อนทางช่องคลอด
3.ถ้าไม่ตั้งครรภ์ จะไม่สามารถอธิบายได้ว่าเกิดจากการปฏิสนธิหรือจากการฝังตัวอ่อน
 
     
 
           เราสามารถแก้ไขภาวะมีบุตรยากได้อย่างไร
 
  ในเบื้องต้นแพทย์จะรักษาสาเหตุที่แก้ไขได
    - การให้ยารักษาตามสาเหตุที่พบ เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ในอุ้งเชิงกราน โรคทางระบบต่อมไร้ท่อ โรคทางร่างกายอื่นๆ
    - การผ่าตัดแก้ไขในรายที่ท่อนำไข่อุดตัน เนื้องอกมดลูก ถุงน้ำรังไข่ พังผืดในอุ้งเชิงกราน เส้นเลือดขอดที่ถุงอัณฑะ
    - การใช้ยาร่วมกับการผ่าตัดด้วยกล้อง Laparoscope ในบางราย
อย่างไรก็ตามมีหลายสาเหตุที่แก้ไขไม่ได้ หรือแก้ไขแล้วคู่สมรสก็ยังไม่สามารถตั้งครรภ์ได้เอง จึงจำเป็นที่จะต้องใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ต่างๆ ช่วยเหลือคู่สมรสให้ตั้งครรภ์ ซึ่งได้แก
    - การฉีดชื้อเข้าโพรงมดลูก (IUI )
    - การทำกิ๊ฟ (GIFT)
การปฏิสนธินอกร่างกาย ได้แก่
    - การทำเด็กหลอดแก้ว ( IVF-ET )
    - การทำซิฟท์ (ZIFT)
    - การทำเท็ท ( TET )
    - การทำอิ๊คซี่ ( ICSI )
    - การตรวจความสมบูรณ์ของตัวอ่อนก่อนการฝังตัว (Preimplantation diagnosis : PGD)
    - การใช้เทคโนโลยีช่วยการฟักตัวอ่อน (Laser Assisted Hatching : LAH)
 
     
 
           การปฏิสนธิภายนอกร่างกาย
 
  คือการนำไข่และเชื้ออสุจิมาผสมให้เกิดการปฏิสนธิกลายเป็นตัวอ่อนในห้องปฏิบัติการ หลังจากนั้นจึงนำตัวอ่อนที่เกิดขึ้นใส่กลับเข้าหลอดมดลูกหรือโพรงมดลูก เพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์
การเคลื่อนย้ายตัวอ่อนระยะ Pronuclear stage เข้าไปในท่อนำไข่
(Zygote Intrafallopian Transfer : ZIFT/ Pronuclear stage Tubal Transfer : PROST)
วิธีการคล้ายกับการทำ GIFT แต่จะทำการปฏิสนธิภายนอกร่างกายจนเป็นตัวอ่อนระยะ 1 เซลล์ ที่เราเรียกว่า Zygote แล้วจึงทำการผ่าตัดส่องกล้องย้ายกลับทางท่อนำไข่ตัวอ่อน
เท็ท (Tubal Embryo Transfer: TET) คือ การเลี้ยงไข่ที่ปฏิสนธิแล้วต่ออีก 1 วัน ให้มีการแบ่งเซลล์ก่อน อาจเป็นระยะ 2-4 หรือ 6 เซลล์ หรือที่เรียกว่า “ตัวอ่อน” แล้วจึงใส่กลับเข้าไปที่ท่อนำไข่ ZIFT และ TET ต่างจาก GIFT คือรอให้มีการปฏิสนธิกัน แล้วจึงใส่กลับสู่โพรงมดลูก
การทำเด็กหลอดแก้ว (In Vitro Fertillization :IVF)
เด็กหลอดแก้ว เริ่มทำเป็นครั้งแรกในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเมื่อ 20 ปีเศษ จนกระทั่งประสบความสำเร็จในคน การปฏิสนธินอกร่างกาย โดยการใช้ฮอร์โมนกระตุ้นรังไข่ให้ได้ไข่หลายๆ ใบ เมื่อไข่สุกเต็มที่แล้ว จะทำการเจาะเก็บไข่และอสุจิที่ผ่านการคัดเลือกมาเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ เพื่อให้เกิดการปฏิสนธินอกร่างกายและแบ่งเป็นตัวอ่อน เมื่อตัวอ่อนอายุประมาณ 3 - 5 วันจึงทำการย้ายตัวอ่อนกลับสู่โพรงมดลูกทางปากมดลูกของฝ่ายหญิง การปฏิสนธิภายนอกร่างกายเหมาะสำหรับคู่สมรสที่ฝ่ายหญิงมีความผิดปกติที่ท่อนำไข่, เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ กรณีที่ฝ่ายชายมีอสุจิจำนวนน้อย หรือไม่ทราบสาเหตุ
การนำอสุจิ1 ตัวเจาะเข้าไปในไข่เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ (Intracytoplasmic Sperm Injection :ICSI)
คือการช่วยปฏิสนธินอกร่างกายในระหว่างกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว ภายหลังจากทำการเจาะไข่ออกมาแล้ว จะใช้เข็มแก้วที่มีขนาดของเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กกว่าเส้นผมดึงเซลล์อสุจิ 1 เซลล์แล้วฉีดเข้าไปในไข่เพื่อช่วยการปฏิสนธิโดยตรง เป็นการช่วยเหลือการปฏิสนธิโดยนำอสุจิจำนวน 1 ตัวฉีดผ่านผนังชั้นที่หุ้มไข่ ด้วยกล้องจุลทรรศน์ชนิดพิเศษที่มีกำลังขยาย 200 – 400 และนำมาเลี้ยงเหมือนเด็กหลอดแก้ว เมื่อตัวอ่อนมีการแบ่งตัวจะนำมาย้ายกลับทางโพรงมดลูก วิธีนี้เหมาะสำหรับคู่สมรสที่ฝ่ายชายมีปัญหาเชื้อน้อยมากหรือตัวอ่อนไม่ปฏิสนธิจากการทำเด็กหลอดแก้ว

ขั้นตอนการรักษา
1. กระตุ้นการเจริญเติบโตของถุงรังไข่ โดยใช้ยากระตุ้นเพื่อให้ไข่สุกพร้อมกันหลายๆ ใบ แพทย์ติดตามการเจริญเติบโตของไข่ด้วยวิธีตรวจอัลตร้าซาวด์ และการตรวจระดับฮอร์โมนในเลือด
2. การเก็บไข่ เมื่อไข่พร้อมแพทย์จะทำการเก็บไข่ทางช่องคลอด โดยอาศัยคลื่นเสียงความถี่สูง ส่วนสามีจะทำการเก็บน้ำเชื้อ และนำไปทำการคัดเลือกตัวอสุจิที่แข็งแรง
3. นำอสุจิ 1 ตัวฉีดผ่านผนังชั้นที่หุ้มไข่ และนำไปเลี้ยงในตู้เลี้ยงตัวอ่อน
4. หลังจากเลี้ยงตัวอ่อนได้ประมาณ 3 – 5 วัน จะทำการย้ายตัวอ่อนกลับทางโพรงมดลูก
5. แพทย์จะให้ฮอร์โมน Progesterone เพื่อช่วยในการฝังตัวของตัวอ่อน
6. หลังจากย้ายตัวอ่อนได้ประมาณ 10 – 14 วัน แพทย์จะทำการตรวจเลือดดูการตั้งครรภ์
 
     
 
           เทคโนโลยีช่วยการฟักตัวอ่อน (Laser Assisted Hatching : LAH)
 
     ปัจจัยสำคัญอีกประการที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการตั้งครรภ์คือ การฟักตัวของตัวอ่อนออกจากเปลือกไข่ เพื่อฝังตัวกับผนังมดลูกและเจริญเติบโตต่อไป เทคโนโลยี LAH จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ตัวอ่อนฟักตัวออกมาภายนอกเปลือกได้ง่ายขึ้น ด้วยการเจาะรูบริเวณเปลือกนอกของไข่ ซึ่งจะเป็นตำแหน่งที่เปราะบาง ช่วยให้ตัวอ่อนดันให้เปลือกนอกแตก และหลุดออกมาเจริญเติบโตต่อไปได้ ในยุคแรกจะใช้เข็มที่ทำจากปลายหลอดแก้วที่เรียวเล็กมากๆ เจาะบริเวณเปลือกนอกของไข่นิยมเจาะเปลือกนอก ในวันที่ 2 ของการปฏิสนธิ แต่ปัจจุบันมีการนำเลเซอร์มาใช้ ช่วยเพิ่มความแม่นยำมากขึ้น ทำให้ตัวอ่อนฟักตัวออกมาภายนอกเปลือกได้สมบูรณ์ พร้อมที่จะเจริญเติบโตอย่างปกติ การช่วยฟักตัวของตัวอ่อนจะช่วยเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์สูงขึ้นอย่างมาก
   ประโยชน์
   1. เพิ่มโอกาสให้ตัวอ่อนฟักตัวออกจากเปลือกไข่ได้ง่ายขึ้น
   2. ช่วยให้ตัวอ่อนฝังตัวกับผนังมดลูกง่ายขึ้น
   3. อัตราการตั้งครรภ์สูงขึ้น ในรายที่มีปัญหาการฝังตัวของตัวอ่อน
 
     
 
           พีจีดี (Pre-implantation Genetic Diagnosis: PGD
 
     คือ การตรวจวินิจฉัยโรคทางพันธุกรรมก่อนการย้ายตัวอ่อน โดยนำเซลล์ตัวอ่อนมาเจาะเปลือกออกเล็กน้อยแล้วดึงเซลล์ที่อยู่ภายใน 1 - 2 เซลล์ออกมาตรวจ เพื่อตรวจสอบ "หน่วยพันธุกรรม" ที่จำเป็นรวมทั้งโครโมโซมเพศด้วย วิธีนี้นอกจากจะใช้วินิจฉัยความผิดปกติของโรคทางพันธุกรรมแล้ว ยังทำให้ทราบเพศของ "ตัวอ่อน" ได้อีกด้วย
   ประโยชน์
   1.ตรวจหาความผิดปกติของโรคทางพันธุกรรมและโรคที่ถ่ายทอดผ่านโครโมโซมเพศ
   2.ลดอัตราการเกิดความผิดปกติของทารก
   3.ลดอัตราการแท้งบุตร
   4.เพิ่มอัตราการตั้งครรภ์จากการทำเด็กหลอดแก้ว
 
     
 
           รักษาภาวะมีบุตรยาก ไม่ยากอย่างที่คิด
 
 
ทันตแพทย์หญิงอภิสรา อภิบุญ ปัจจุบันอายุ 38 ปี เป็นท่านหนึ่งที่เคยประสบกับภาวะการมีบุตรยาก และด้วยความหวังว่าสักวันหนึ่งจะมีทายาทตัวน้อยไว้คอยสืบสกุล จึงได้พยายามศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลในหลายๆด้าน รวมทั้งเข้ารับคำปรึกษาเกี่ยวกับวิธีการรักษาภาวะมีบุตรยากมาหลายแห่ง บางแห่งแนะนำให้รักษาด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงซึ่งมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างมาก แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะประสบความสำเร็จ จนเกือบที่จะถอดใจ แต่ท้ายที่สุดก็สามารถตั้งครรภ์และให้กำเนิดทายาทหนูน้อยอ้วนท้วนสมบูรณ์ไปเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2550 หลังจากผ่านการแต่งงานมา 4 ปี และยังไม่มีบุตรจึงไม่รอคอยวิธีธรรมชาติอีกต่อไป ตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการรักษา โดยเริ่มจากการเลือกโรงพยาบาล เพราะคิดว่าเป็นขั้นตอนสำคัญ ประกอบกับศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีและวิธีการต่างๆ ในการรักษาผู้มีบุตรยาก ส่วนหนึ่งมาจากการปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง รวมทั้งพูดคุยกับคนไข้ที่เคยผ่านการรักษามาแล้ว ทำให้มีข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ” เบื้องต้นคุณหมอได้แนะนำถึงขั้นตอนและวิธีการในการรักษา อธิบายถึงปัญหา รวมทั้งทำการตรวจความพร้อมของทั้งสามีและภรรยา โดยคุณหมอให้เริ่มต้นด้วยวิธีการรับประทานยากระตุ้นไข่เพื่อกำหนดวันมีเพศสัมพันธ์ เพื่อให้ตั้งครรภ์เองด้วยวิธีธรรมชาติดูก่อน เมื่อไม่สำเร็จก็เริ่มการรักษาด้วยขั้นตอนแรกคือ วิธีการฉีดเชื้อเข้าสู่โพรงมดลูก หรือ IUI (Intrauterine Insemination) “ ตอนนั้นต้องยอมรับว่าเป็นกังวลเหมือนกัน แต่พอทราบผลออกมาว่าเกิดการตั้งครรภ์แล้ว ดีใจมาก ไม่คิดว่าจะสำเร็จด้วยการรักษาในขั้นตอนแรก ตอนแรกเตรียมใจไว้ว่าอาจต้องรักษาหลายครั้งด้วยวิธีที่ยุ่งยาก แต่คิดว่าโชคดีมากที่ประสบความสำเร็จในครั้งแรกและไม่เสียค่าใช้จ่ายมากอย่างที่คิด และยิ่งมาเทียบกับตอนที่เห็นหน้าลูกแล้ว คุ้มเกินคุ้มค่ะ สำหรับใครที่ประสบปัญหาเดียวกัน ขอให้กำลังใจว่าอย่าเพิ่งท้อนะคะ และอย่ากลัวที่จะพบแพทย์
ทพญ.อภิสรา ประสบความสำเร็จจากการรักษาในครั้งแรกที่ทำ ซึ่งใช้เวลาเพียงสองเดือนก็ตั้งครรภ์ได้ โดยไปพบแพทย์ตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด ผ่านการตรวจอัลตราซาวด์เพื่อตรวจการตกไข่ทุกสามวัน ในท้ายที่สุดก็ได้ผู้สืบสกุลสมใจปรารถนา ตอนนี้ก็ได้เป็นคุณแม่มือใหม่ไปเรียบร้อยแล้ว...
 
     
 
           การบริการของศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร
 
 
- ตรวจวินิจฉัย :
อัลตร้าซาวด์, ส่องกล้องภายในตรวจอุ้งเชิงกราน, การฉีดสีเอกซเรย์,
  การวิเคราะห์น้ำอสุจิ, การคัดเชื้อตัวอสุจิ, การตรวจวิเคราะห์ระดับฮอร์โมนในร่างกาย
- การใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ : IVF, ICSI, GIFT, LAH, PGD
- การผ่าตัดต่อท่อนำไข่ (ผ่าตัดแก้หมัน)
- การผ่าตัดเนื้อ sperm (Sperm Retriveal) : PESA, TESE
- การตรวจวิเคราะห์โรคทางพันธุกรรม PGD, PCR
- การผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช

 
 
           ห้องปฏิบัติการ Vejthani ART Center
 
 
     1. ห้องให้คำปรึกษา
     2. ห้องตรวจ : ตรวจภายใน, ตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasonography)
     3. ห้องผ่าตัดและห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย ภายในห้องที่เป็นสถานที่เก็บรักษาตัวอ่อนจะมีมาตรฐานระดับ Clean Room Class 1,000
     ซึ่งเป็นห้องสะอาดที่มีการควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น ความดัน แสงสว่าง และระดับเสียง ควบคุมสิ่งแวดล้อมทั้งหมดให้เหมาะ
     4. ห้องปฏิบัติการเด็กหลอดแก้ว (Sperm + IVF Lab)
     5. Hormone Lab ได้ผลที่ถูกต้องและรวดเร็ว มีการควบคุมคุณภาพที่ Internal และ External QC
     6. Sperm Lab ตรวจวิเคราะห์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะ
     7. Embryo Lab เครื่องมือและอุปกรณ์ได้มาตรฐาน มีการควบคุมคุณภาพและตรวจสอบมาตรฐานของอุปกรณ์เครื่องมือ
     และคุณภาพน้ำยาทุกชนิดอย่างสม่ำเสมอ มีระบบการเลี้ยงตัวอ่อนให้เจริญเติบโตจนถึงระยะ Blastocyst
     8. Genetics Lab เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ทันสมัย ได้มาตรฐาน ใช้ Laser ในการช่วยเจาะเปลือกตัวอ่อน
     การอ่านผลโดยคอมพิวเตอร์ ให้ผลอย่างถูกต้องและแม่นยำ
 
 
           ติดต่อศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร
 
    ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร

    โรงพยาบาลเวชธานี ชั้น 3 อาคาร 1 ซอยลาดพร้าว 111
    โทรศัพท์ 0-2734-0000
    ต่อ 3245, 4600, 4605
 
     
 
       2008 © ART Center (Vejthani ART Center) @ Vejthani Hospital