 |
|
รูป
แพทย์ทำการผ่าตัดผ่านกล้องในห้องผ่าตัด
เจาะสองรูใต้ลูกสะบ้า
รูหนึ่งใช้สอดกล้องที่ต่อกับจอภาพ monitor
อีกรูหนึ่งใส่เครื่องมือพิเศษที่ใช้ในการทำผ่าตัดผ่านกล้อง
ตลอดการผ่าตัด
จะมีแผลเพียงสองรูเท่านั้น |
|
|
| การผ่าตัดผ่านกล้องคืออะไร |
|
 |
|
การผ่าตัดผ่านกล้อง
เป็นการรักษาสมัยใหม่ที่ใช้เทคนิคพิเศษ
หลังผ่าตัดจะมีบาดแผลเล็กน้อย
โดยปรากฏเพียงรูเล็กสองรูที่อยู่ใต้ลูกสะบ้า
การปวดแผลหลังผ่าตัดจะน้อยกว่าการเปิดแผลใหญ่มาก
แพทย์ผู้ทำการผ่าตัดจะดู
พยาธิสภาพในข้อเข่าผ่านกล้องที่สอดเข้าไปในเข่า
และแสดงภาพในเข่าให้เห็นที่ จอภาพ Monitor
ระหว่างการผ่าตัดแพทย์สามารถสอดเครื่องมือพิเศษที่ออกแบบ
เฉพาะสำหรับการทำผ่าตัดผ่านกล้องเข้าไปอีกรูหนึ่ง
เพื่อทำการผ่าตัดตามที่แพทย์ต้องการ ได้ เช่น
การชำระล้างข้อเข่า
การดูดเอาเศษเนื้อเยื่อที่ล่องลอยอยู่ในเข่าออก
การเจียรขอบ ที่เผยอของกระดูกอ่อน
การตัดพังพืดที่ถูกับกระดูกอ่อนในเข่า
การเย็บซ่อมแซมหมอนรองกระดูก หรือเอ็นไขว้ผ่านกล้อง
การผ่าตัดกระตุ้นใต้ผิวกระดูกอ่อน
เพื่อให้มีการสร้างเนื้อเยื่อ
เข้าแทนที่กระดูกอ่อนที่สึกหรือไปแล้ว
เป็นต้น |
|
 |
| การรักษาข้อเข่าเสื่อม
ด้วยวิธีชำระล้างผ่านกล้อง |
 |
| การส่องกล้องในข้อเข่าสามารถทำได้
โดยการเจาะรูเล็กๆ ใต้ต่อมลูกสะบ้าสองรู
เพื่อเป็นทางเข้าของกล้องขนาดเล็ก
และเครื่องมือที่ใช้ในการทำผ่าตัด
การทำผ่าตัดนี้สามารถล้างและดูดสารน้ำอักเสบในข้อเข่าออก
เศษชิ้นส่วนของกระดูกอ่อนที่ลอยปนอยู่ในน้ำข้อเข่า
แพทย์สามารถมองเห็นผิวกระดูกอ่อน หมอนรองกระดูก
ความสมบูรณ์ของเนื้อเยื่อในข้อเข่า
และสามารถประเมินขอบเขตที่สึกหรอในเข่าได้ดีขึ้น
มากกว่าข้อมูลที่ได้จากภาพถ่ายทางรังสี นอกจากนี้
หากแพทย์พบกระดูกอ่อนสึกหรอ มีขอบเปิดเผยอ
แพทย์สามารถใช้เครื่องมือเข้าไปกรอให้ขอบเรียบมากขึ้น
เพื่อชะลอการสึกหรอได้
กรณีที่กระดูกอ่อนสึกหรอจนเห็นชั้นกระดูกจริง
แพทย์สามารถใช้เครื่องมือกระตุ้นให้มีการชั้นของพังผืดแทนชั้นของกระดูกอ่อนเดิมได้
ถึงแม้ว่าชั้นของพังผืดจะไม่มีคุณสมบัติในการหล่อลื่น
และยืดหยุ่นเท่ากระดูกอ่อนเดิม
แต่สามารถช่วยลดการปวดเข่าในขณะใช้งานได้ระดับหนึ่ง
ภาวะข้อเข่าเสื่อม โดยส่วนใหญ่จะพบผู้ป่วยในอายุมาก
เช่น อายุมากกว่า 50 ปี ขึ้นไป |
|
|
 |
|
ภาพที่เห็นจากกล้อง
ผิวกระดูกอ่อนสึกหรอในข้อเข่าเสื่อม (แผ่นสีขาว)
ลึกจนถึงชั้นกระดูกจริง (สีเหลือง)
ขอบของกระดูกอ่อนขรุขระ
และพร้อมที่จะเปิดเผยอให้หลุดต่อไปได้อีก |
|
 |
 |
|
ภาพเมื่อลองสอดเครื่องมือใต้กระดูกอ่อน
จะเห็นว่า
ชั้นของกระดูกอ่อนแยกตัวจากชั้นของกระดูกจริง
และกำลังจะหลุดออกมากเป็นแผ่น
เมื่อมีการใช้งานต่อไปเรื่อยๆ |
|
 |
 |
|
ภาพที่แพทย์ผู้ทำผ่าตัดใช้ปลายเหล็กแหลมตอก
ชั้นกระดูกจริงบางๆ
เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเลือดออกที่ผิวของ
ชั้นกระดูกจริง
แล้วรอให้เกิดการสร้างพังพืดกระดูกอ่อน
(Fibrocartilage)
เข้ามาแทนที่กระดูกอ่อนที่สึกหรอไปแล้ว
ปกติแล้วร่างกายไม่สามารถซ่อมแซมหรือสร้าง
กระดูกอ่อนใหม่ทดแทนได้ |
|
 |
ผลของการรักษาผ่านกล้อง
ปัจจุบันมีรายงานผลการผ่าตัดผ่านกล้องออกเป็น
2
แบบ
แบบแรก สรุปได้ว่าการผ่าตัดผ่านกล้องสามารถใช้ได้ผลดีถึง
70% ในผู้ป่วยที่อายุน้อย
และมีการสึกหรอของกระดูกอ่อนไม่มากนัก
แบบที่สอง เป็นการศึกษากลุ่มใหญ่ที่มีการควบคุมตัวแปรอย่างรัดกุมทางสถิติ
ได้สรุปว่า
การรักษาผ่านกล้องนั้นไม่ได้ช่วยให้อาการหายปวดดีขึ้น
และไม่สามารถรับรองผลการรักษาได้ |
้ |
ข้อดีของการรักษาผ่านกล้อง
เนื่องจากเป็นการผ่าตัดที่บาดเจ็บเล็กน้อย
แผลมีขนาดเล็ก เพียง 2 รูใต้ลูกสะบ้า
ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวได้เร็ว นอกจากการ
ชำระล้างเข่าในขณะส่องผ่านกล้องแล้ว ศัลยแพทย์สามารถ
ซ่อมแซมความผิดปกติในเข่าผ่านกล้องได้
สำหรับการบาดเจ็บในเข่าบางอย่างที่นำไปสู่อาการปวดเข่า
ข้อเข่าเสื่อมระยะแรกเริ่ม เช่น หมอนรองกระดูกฉีกขาด
เอ็นไขว้หน้าหรือไขว้หลังฉีกขาด
ผิวกระดูกอ่อนเป็นขุยหรือหลุดเป็นแผ่น รวมถึงพังพืด
ในเข่า
ซึ่งทำให้ผู้ป่วยมีการปวดเข่าเลียนแบบการปวดข้อเข่าเสื่อม
สามารถรักษาให้ดีขึ้นจากการทำผ่าตัดผ่านกล้อง
และช่วยชะลอการ เกิดข้อเข่าเสื่อมในอนาคตได้
การผ่าตัดผ่านกล้อง
ช่วยให้แพทย์ประเมินความรุนแรงของข้อเข่าเสื่อมได้จากการเห็นภาพผ่านกล้องโดยตรง
ซึ่งชัดเจนกว่าการประเมินจากภาพถ่ายทางรังสี
นอกจากนี้
อาจจะช่วยการปวดจากข้อเข่าเสื่อมในบางรายน้อยลง
และเลื่อนเวลาที่จะต้องทำการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าได |
้
|
| |
|
|
|
รูปซ้ายแสดงกระดูกอ่อนสึกหรอมากในข้อเข่าเสื่อม
(ขุยสีขาว) จนเห็นผิวกระดูก(สีเหลือง)
ได้รับการผ่าตัดผ่านกล้องสร้างข้อ และใช้เครื่อง
Radiofrequency กระตุ้นให้เกิดความร้อน
เพื่อให้ขอบเผยอหดตัวแนบ ติดกับกระดูกจริงตามรูปขวา
ช่วยลดความเร็วในการเกิดข้อเสื่อมได้ |
|
 |
ข้อจำกัดของการรักษาผ่านกล้อง
|
เนื่องจากผลการรักษาข้อเข่าเสื่อมด้วยวิธีผ่านกล้องนี้
แพทย์ศัลยกรรมกระดูกทั่วโลก
มีความเชื่อในผลการรักษาที่แตกต่างกันไป
จึงทำให้ไม่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย
จากหลักฐานการศึกษา
(evidence base study) ยืนยันได้ว่า
การทำผ่าตัดชำระล้างข้อเข่าเพียงอย่างเดียวในข้อเข่าเสื่อมขั้นรุนแรง
ไม่สามารถช่วยชะลอการเกิดข้อเข่าเสื่อม
และไม่สามารถทำให้การปวดหายได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
แต่อย่างไรก็ตาม
การผ่าตัดผ่านกล้องในผู้ป่วยที่เป็นข้อเข่าเสื่อมไม่มาก
ถ้ามีพยาธิสภาพที่ทำให้เกิดการปวดเข่าได้ เช่น
หมอนรองกระดูกฉีกขาด พังพืดในข้อเข่า สิ่งแปลกปลอม
หรือเศษของชิ้นส่วนของกระดูกในข้อเข่า
สามารถช่วยอาการปวดดีขึ้น
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพยาธิภาพที่เป็น และความเรื้อรัง
สิ่งหนึ่งที่ผู้ป่วยควรทราบคือ
การผ่าตัดผ่านกล้อง
ถึงแม้ว่าจะแก้ไขพยาธิสภาพของกระดูกอ่อนรวมถึงการกำจัดเศษเนื้อเยื่ออักเสบในข้อเข่าได้
แต่ไม่สามารถคืนสภาพของกระดูกอ่อนให้กลับเหมือนเดิม
จึงเป็นวิธีการรักษา เพื่อบรรเทาอาการ
หรือชะลอความรุนแรงของการปวดข้อเสื่อมได้ระยะเวลาหนึ่ง
รอเวลาให้ผู้ป่วยมีอายุมากขึ้น (ประมาณ 55-60 ปี
ขึ้นไป)
พอจะที่จะผ่าตัดเปลี่ยนผิวกระดูกและข้อได้ |
|
เมื่อไรที่ควรจะพิจารณารักษาผ่านกล้อง
การผ่าตัดชำระล้างเข่าผ่านกล้อง
ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดสำหรับการรักษาข้อเข่าเสื่อม
โดยเฉพาะในข้อเข่าที่เป็นมากๆ
จึงสมควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นกรณีในแต่ละราย |
|
 |
อนาคตของการผ่าตัดผ่านกล้องสำหรับโรคกระดูกอ่อนในข้อเข่า
|
การศึกษาเป็นจำนวนมากเกี่ยวกับการปลูกถ่ายเซลล์กระดูกอ่อนผ่านกล้อง
วิธีการดังกล่าวเป็นวิธีการใหม่ที่จำเป็นต้องมีความพร้อมในด้านเทคโนโลยีชีวภาพทางพาณิชย์มาร่วมด้วย
กล่าวคือ
แพทย์จะนำเซลล์กระดูกอ่อนของผู้ป่วยส่งไปที่ศูนย์เพาะเนื้อเยื่อชีวภาพ
ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มี
หลังจากนั้นนำกลับมาปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วย
การรักษาด้วยวิธีการดังกล่าวแพทย์จำเป็นต้องเลือกผู้ป่วยที่เหมาะสม
ผู้ป่วยไม่ควรมีอายุมาก เข่าไม่ควรมีลักษณะผิดรูป
จึงจะหวังผลได้ประมาณ 80% อย่างไรก็ตาม
เป็นการผ่าตัดที่มีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก
และยังต้องการความพร้อมอีกหลายด้าน |
|
 |
สรุป
|
การผ่าตัดผ่านกล้องเพื่อใช้การรักษาข้อเข่าเสื่อมนั้น
มีข้อจำกัดในการรักษาอยู่พอควร
จำเป็นต้องเลือกผู้ป่วยที่เหมาะสม
ซึ่งในกรณีที่เลือกผู้ป่วยที่เหมาะสมแล้ว
แพทย์สามารถคาดหวังผลการรักษาได้สูงถึง 70%
การรักษาวิธีนี้ไม่สามารถทำให้อาการข้อเข่าเสื่อมหายขาดได้
แต่ช่วยชะลอความรุนแรงของอาการข้อเข่าเสื่อมได้ช่วงระยะเวลาหนึ่ง
ซึ่งขึ้นอยู่กับพยาธิสภาพและความรุนแรงของข้อเข่าเสื่อมด้วย
จึงเป็นการผ่าตัดที่ช่วยยืดเวลาในการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าให้กับผู้ป่วยที่ยังอายุน้อยได้ดีในระดับหนึ่ง |
|
| |
| การรักษาเอ็นไขว้หน้าข้อเข่าด้วยวิธีผ่าตัดผ่านกล้อง |
เอ็นไขว้หน้าเข่า คืออะไร
สำคัญอย่างไร
|
เอ็นไขว้หน้าเข่า
(Anterior Cruciate Ligament)
เป็นเอ็นเส้นใหญ่ที่อยู่แกนกลางเข่า
อยู่หน้าต่อเอ็นไขว้หลัง (Posterior Cruciate
Ligament)
มีหน้าที่สำคัญในการรักษาแกนหมุนของเข่าขณะที่งอเหยียดเข่า
ยึดตรึงเข่าไม่ให้เลื่อนออกมาข้างหน้าได้
ทำให้เข่ามีความมั่นคง หากเอ็นเส้นนี้ขาด
เมื่อมีการบิดเข่าหมุนตัว หยุดกะทันหัน หรือวิ่งเร็ว
จะทำให้รู้สึกไม่มั่นคง เข่าพับพลิกได้ง่าย
ขาดความมั่นใจในการใช้เข่า มีอาการปวดในบางครั้ง
ส่วนใหญ่มักจะพบเอ็นเส้นนี้ขาดในการเล่นกีฬาที่ปะทะกัน
เช่น ฟุตบอล
หรือเกิดอุบัติเหตุเข่าพลิกรุนแรง |
|

เอ็นไขว้หน้า ตามลูกศร
วางตัวแนวเฉียงตรงกลางของเข่า |
 |
|
|
 |
ข้อดีของการผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าผ่านกล้อง
|
แต่เดิมการผ่าตัดเอ็นไขว้หน้า
ถือว่าเป็นการผ่าตัดใหญ่ที่มีขั้นตอนที่ยาก
และซับซ้อนมาก แผลผ่าตัดมีขนาดใหญ่และยาวอย่างน้อย 2
ตำแหน่ง คือ ด้านในเข่า และด้านนอกของต้นขา
ใช้เวลาผ่าตัดนาน 2-3
ชั่วโมงต่อครั้ง
ปัจจุบัน
การผ่าตัดผ่านกล้องเป็นเทคโนโลยีมาตรฐานในการรักษาเอ็นไขว้หน้าแทนการผ่าตัดแบบเปิดซึ่งเป็นแบบเก่า
แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กลงอย่างมาก
ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวได้เร็ว ปวดแผลน้อยกว่า
เพิ่งยาแก้ปวดในระยะน้อยกว่า
แพทย์ผู้ทำผ่าตัดสามารถมองเห็นผ่านกล้องได้ชัดและดีกว่าการผ่าตัดแบบเปิดแผล
เนื่องจากภาพที่ได้จากการผ่าตัดผ่านกล้องจะเป็นภาพขยาย
และแพทย์สามารถสอดเครื่องมือและกล้องเข้าไปที่บริเวณคับแคบแสงน้อยได้ดีกว่าการมองโดยตรงด้วยตาเปล่า |
|
ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดผ่านกล้อง
จะใช้เวลาพักฟื้นในรพ.น้อยกว่าการผ่าตัดแบบเปิด คือ
ไม่เกิน 3-4 วัน ในขณะที่การผ่าตัดแบบเปิดข้อเข่า
จะใช้เวลานาน 7-10
วัน |
ชนิดของเส้นเอ็นที่จะมาทำเป็นเอ็นไขว้หน้าแทนเส้นเดิมที่ขาดไปแล้ว
| 1. |
 |
เอ็นติดกระดูกจากเอ็นลูกสะบ้า
แพทย์จะตัด 1/3
ของความกว้างของเอ็นลูกสะบ้าโดยมีปลายติดกระดูกมาด้วย |
| 2. |
 |
เอ็นจากกล้ามเนื้อ hamstring
ปลายสองข้างจะไม่กระดูกติด จะได้เอ็น hamstring
สองเส้น เมื่อพับทบกันครึ่งหนึ่งจะเอ็น 4 เส้นทบกัน
ปลายสองข้างไม่มีกระดูกติดอยู่ |
| 3. |
 |
เอ็นบริจาคจากผู้เสียชีวิตแล้ว |
| 4. |
 |
เอ็นเทียม เคยมีการใช้เมื่อประมาณ
30 ปีก่อน อย่างไรก็ตาม
ผลการใช้เอ็นเทียมไม่เป็นที่น่าพอใจ
ปัจจุบันเลิกใช้แล้ว
แต่ยังมีการศึกษาอย่างต่อเนื่องในห้องทดลอง
เพื่อพัฒนาคุณภาพของเอ็นเทียมที่จะนำมาใช้ในอนาคตอยู่ |
|
ควรเลือกเอ็นจากที่ไหนมาทำเป็นเอ็นไขว้หน้า
|
เอ็นติดกระดูกจากเอ็นลูกสะบ้า
เป็นมาตรฐานในปัจจุบัน
มีข้อดีที่ปลายเป็นกระดูกทั้งสองข้าง
เมื่อยึดเข้าที่โพรงกระดูกแล้ว
จะมีการยึดติดกันระหว่างกระดูกได้เร็วกว่าเอ็นที่ไม่มีกระดูกติด
จึงค่อนข้างเหมาะสำหรับนักกีฬาหรือผู้ป่วยที่ต้องการใช้เข่ามากในเวลาหลังผ่าตัดอันสั้น
โอกาสเข่ายืดออกหลังผ่าตัดเมื่อเทียบกับเอ็นเส้นอื่น
อาจจะน้อยกว่าในบางรายงาน
อย่างไรก็ตามผู้ป่วยบางรายอาจจะมีความรู้สึกระคายเคืองลูกสะบ้าที่ไปเอาเอ็นมาได้
ดังนั้นถ้าหากผู้ป่วยมีอาการปวดสะบ้ามาก่อน
แพทย์จะเลี่ยงไปใช้เอ็นจากกล้ามเนื้อ hamstring แทน
ข้อเสียอีกข้อหนึ่งคือ
แผลผ่าตัดขณะเอาเอ็นออกมาจะยาวกว่าแผลผ่าตัดขณะเอาเอ็นจาก
hamstring
เอ็นจากกล้ามเนื้อ
hamstring เมื่อนำมาทบกลับไปมาได้ 4 เส้นแล้ว
นำมาพันรวมกัน คล้ายกับลวดสลิง
เอ็นจะมีขนาดใหญ่แข็งแรงพอๆ กับเอ็นจากลูกสะบ้า
การผ่าตัดเอาเอ็นใช้แผลเล็กกว่า
แต่การยึดติดของเส้นเอ็นกับโพรงกระดูก
จะใช้เวลานานกว่า
หลังผ่าตัดผู้ป่วยไม่มีความรู้สึกว่ากำลังในการงอเข่าลดลง
ทั้งๆ ที่เมื่อทำการทดสอบจะพบว่า ลดลง < 10%
เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการแผลผ่าตัดที่เล็กกว่าสวยงามกว่า
แต่ไม่ยังต้องการใช้เข่ามากในระยะเวลาอันสั้น
ผู้ป่วยพอใจที่จะลดระดับการใช้งานเข่าหลังผ่าตัด
เช่นไม่เล่นกีฬาหนักๆ จากหลักฐานที่ศึกษามาพบว่า
การใช้เอ็นทั้งสองแบบ
มีผลการรักษาไม่แตกต่างกัน
เอ็นบริจาคจากผู้ตายไม่เป็นที่นิยมในประเทศไทย
เนื่องจากวิธีการเก็บรักษาเส้นเอ็น
การกำจัดเชื้อโรคที่อาจจะมีอยู่ในผู้ให้บริจาคมีค่าใช้จ่ายสูง
และมีหน่วยงานที่ทำได้ไม่มากนัก
ข้อจำกัดของเอ็นนี้คือความสะอาด
และความปลอดภัยจากการติดเชื้อจากผู้ให้บริจาค
ข้อดีคือไม่ต้องหาเอ็นจากผู้ป่วยมาทำเป็นเอ็นไขว้หน้า |
|
ขนาดของแผลผ่าตัด
|
หลังผ่าตัดจะมีรู
2 รูที่ใต้ลูกสะบ้าเสมอ
รูแรกเป็นรูที่แพทย์สอดกล้องเข้าไป
รูที่สองเป็นรูที่แพทย์สอดเครื่องมือพิเศษที่ใช้ในการผ่าตัดผ่านกล้อง
นอกจากนี้
ยังมีแผลที่เป็นผลมาจากการเอาเอ็นของผู้ป่วยมาทำเอ็นไขว้หน้าเส้นใหม่
ถ้าเป็นเอ็นติดกระดูกของเอ็นลูกสะบ้า
จะมีแผลกลางเข่าอีกแผลยาวประมาณ 7-10 ซม.
หากเป็นเอ็น hamstring
จะมีแผลที่เล็กกว่าที่ด้านในเข่า ประมาณ 2-5 ซม.
หรือหากใช้เอ็นบริจาคของผู้เสียชีวิตจะมีแผลด้านในเข่า
ประมาณ 2-3
ซม. |
|
สกรูที่ยึดเส้นเอ็นไขว้ใหม่ต้องผ่าตัดออกหรือไม่
|
แพทย์จะใช้สกรูยึดหัวท้ายเส้นเอ็นแบบละลายได้
จึงไม่ต้องเอาออก โดยทั่วไปสกรูจะละลายหมดได้เองใน
2-3 ปี หลังผ่าตัด 6 เดือนขึ้นไป
หัวท้ายของเส้นเอ็นจะเปลี่ยนสภาพยึดติดกับกระดูกของผู้ป่วยได้เองโดยไม่ต้องใช้การยึดตรึงของสกรู
ดังนั้นจึงมีเวลานานพอที่จะให้เส้นเอ็นยึดติดกับกระดูกก่อนที่จะสกรูละลายหมด |
|
หลังผ่าตัด
จะต้องหยุดงานนานเท่าไร
|
กรณีผู้ป่วยที่เป็นนักเรียน
นักศึกษา หรือผู้ที่ทำงานนั่งโต๊ะ
สามารถกลับไปทำงานได้ระยะเวลา 2-3 สัปดาห์
หากเป็นการทำงานที่ต้องใช้เข่ามาก เดินมาก
หรือยืนนานมาก ควรหยุดประมาณ 2-3 สัปดาห์
กรณีทำงานหนัก ยกของหนัก ควรหยุดประมาณ 3 เดือน
และถ้าต้องการกลับไปเล่นกีฬา หรือเป็นนักกีฬา
ควรจะหยุดประมาณ 6
เดือนหลังผ่าตัด |
|
หนึ่งในสามของความกว้างของเอ็นลูกสะบ้าถูกตัดออกมา
โดยมีปลายสองข้างกระดูกติดมาด้วย
|
เส้นเอ็น
hamstring
จำนวน2เส้นถูกนำออกจากด้านในของเข่าแล้วทบกันเป็น4
เส้นพันเข้าหากัน
|
| |
 |
 |
 |
เอ็นที่นำมาจากบางส่วนของเอ็นลูกสะบ้า
ถูก
สอดเข้าไปในโพรงกระดูกหน้าแข้งและต้นขา |
|
สกรูที่ละลายได้
ถูกใส่เข้าไปในโพรง
กระดูกยึดตรึงไว้ที่ส่วนหัวและท้ายของเส้นเอ็น |
|
| |
|
เอ็นไขว้หน้าเส้นใหม่ที่สร้างขึ้น
เมื่อสิ้นสุดการผ่าตัด |
 |
| การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกทั่วไปต่างจากการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อสะโพกอย่างไร |
|
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกทั่วไป
เป็นมาตรฐานในการรักษาโรคข้อเสื่อมสำหรับผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า
60 ปีขึ้นไป
การผ่าตัดชนิดนี้จะตัดหัวข้อสะโพกทั้งหัวออกไป
แล้วแทนที่ด้วยหัวข้อสะโพกโลหะผสม (Alloy)
ที่มีก้านยื่นออกมาเพื่อเสียบลงไปที่กระดูกต้นขา
ส่วนเบ้าของข้อสะโพกสามารถวัสดุรองเข้าได้หลายแบบ
เช่น พลาสติกแข็งพิเศษทางการแพทย์ (Ultra High
Molecular Weight Polyethylene), กระเบื้องเซรามิค
หรือโลหะผสม
การผ่าตัดชนิดนี้มีปัญหาการสึกหรอ
ทำให้อายุการใช้งานสั้น
ถ้าทำการผ่าตัดให้ผู้ป่วยสูงอายุซึ่งมีการใช้สะโพกน้อย
จะอยู่ได้นาน 15-25 ปี
แต่ถ้าทำการผ่าตัดให้ผู้ป่วยอายุน้อยซึ่งมีการใช้งานมาก
อายุการใช้งานจะเหลือเพียง 5-10 ปีเท่านั้น
จึงไม่เหมาะอย่างยิ่งที่จะทำการผ่าตัดให้ในผู้ป่วยที่มีอายุน้อย
นอกจากนี้
หากผู้ป่วยที่มีอายุน้อยได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกทั่วไป
แพทย์จะไม่อนุญาตให้เล่นกีฬาหนัก เช่น ฟุตบอล
เทควันโด เทนนิส ฯลฯ ไม่อนุญาตให้ยกของหนัก
หรือทำงานหนักมาก
เพื่อถนอมให้ข้อสะโพกเทียมนี้มีอายุการใช้งานที่นานขึ้น |
|
|
 |
| การผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อสะโพก |
|
 |
|
เป็นเทคโนโลยีการผ่าตัดใหม่
มีการพัฒนาครั้งแรกตั้งแต่ 1970 แล้วเลิกไป
ต่อมาได้นำมาปรับปรุงและพัฒนาใหม่ตั้งแต่ 1989
จนสามารถใช้งานได้จริงตั้งแต่ 1996 เป็นต้นมา
ในต่างประเทศมีการผ่าตัดด้วยวิธีดังกล่าวนานกว่า 10
ปี ผลการรักษาดีมาก
เป็นที่กล่าวถึงกันมากเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการผ่าตัดแบบนี้
ระหว่างผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อสะโพกเสื่อมกันเองที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้และผู้ป่วยที่รอการตัดสินใจจากปากต่อปาก
ทำให้มีผู้ป่วยร้องขอให้มีการผ่าตัดวิธีนี้ให้กับตนเองกับศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์
ปัจจุบัน
มีการผ่าตัดวิธีนี้ในผู้ป่วยอายุน้อยมากขึ้นเรื่อยๆ
ไม่ต่ำกว่า 7,000 ข้อสะโพก
เชื่อกันว่าหลังจากที่องค์การอาหารและยาสหรัฐได้อนุญาตให้ทำผ่าตัดด้วยวิธีนี้ได้
(ตั้งแต่ 12 พ.ค. 2549)
จะทำให้การผ่าตัดด้วยวิธีนี้เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณในอนาคตอันสั้นนี้
มีการศึกษาใหม่
และศึกษาย้อนหลังผลการใช้ข้อสะโพกที่เป็นโลหะผสมทั้งหัวและเบ้า
ซึ่งคล้ายกับการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อสะโพกนี้ พบว่า
อายุการใช้งานควรจะอยู่ที่ไม่น้อยกว่า 20-30 ปี
การผ่าตัดวิธีนี้
หัวสะโพกยังอยู่เหมือนเดิม (head preserving)
เฉพาะผิวกระดูกอ่อนที่หัวจะถูกเจียรออกไป
และครอบหัวด้วยโลหะผสม ข้อเบ้าเป็นโลหะผสมเช่นกัน
ภายภาคหน้าหากชำรุดจำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่
แพทย์จะเปลี่ยนให้เป็นข้อสะโพกเทียมแบบทั่วไปเทียบเท่ากับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกทั่วไปเป็นครั้งแรก
ซึ่งในขณะนั้นผู้ป่วยดังกล่าวจะมีอายุมากขึ้นแล้ว |
 |
 |
การผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อสะโพกเหมาะสำหรับผู้ป่วยกลุ่มใด
|
การผ่าตัดนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่จะเป็นต้องเปลี่ยนข้อสะโพกในอายุน้อย
ข้อสะโพกเสื่อมเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด
รองลงมาได้แก่ หัวสะโพกขาดเลือด, ข้อสะโพกรูมาตอยด์
เป็นต้น
อายุของผู้ป่วยที่เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กิจกรรมชีวิตประจำวันในแต่และคน
ซึ่งอายุเป็นเพียงเกณฑ์คร่าวๆ ในการพิจารณา
โดยทั่วไปอายุน้อยกว่า 60 ปี หรืออายุ 60-65 ปี
แต่แข็งแรงและต้องการใช้งานข้อสะโพกมาก
ควรได้รับการพิจารณาการผ่าตัดวิธีนี้ด้วย |
ผู้ที่เหมาะสมสำหรับการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อสะโพก
| 1. |
มีอายุน้อยกว่า 60-65 ปี
สุขภาพร่างกายแข็งแรงต้องการกลับไปใช้ชีวิตปกติ |
| 2. |
เป็นโรคข้อสะโพกเสื่อมมาก
หรือหัวสะโพกขาดเลือด ระยะ 3 ขึ้นไป
โดยที่ความสมบูรณ์ของเบ้าและหัวสะโพกจะต้องเหลืออยู่ไม่น้อยกว่า
80% โดยเฉพาะบริเวณที่รับน้ำหนักขณะยืน
เดิน |
| 3. |
ไม่มีโรคไตเรื้อรัง
ซึ่งอาจจะทำให้การกำจัดอนุมูลโลหะในกระแสเลือดไม่ดี
ทำให้อาจจะมีปัญหาระดับอนุมูลโลหะในกระแสเลือดสูงมากได้ |
| 4. |
ไม่ควรเป็นโรคกระดูกพรุน
โดยเฉพาะที่ข้อสะโพก |
| 5. |
ไม่ควรมีประวัติการแพ้โลหะหนัก
เช่น โครเมียม โครบอลท์ โมลิดินัม เวนาเดียม
เป็นต้น |
|
|
 |
ข้อควรทราบในการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อสะโพก
| 1. |
มีการตรวจพบอนุมูลของโลหะในกระแสเลือด
และปัสสาวะของผู้ป่วยสูงขึ้นเมื่อเทียบกับคนทั่วไป
อย่างไรก็ตาม
ยังไม่รายงานความเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งใดๆ
ในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดใส่ข้อสะโพกชนิดโลหะชนกับโลหะ
ตั้งแต่ 1970
ซึ่งผู้ป่วยจำนวนหนึ่งใช้งานมาเป็นเวลานานกว่า
25-30 ปี โดยไม่พบผลข้างเคียงใดๆ
และยังไม่มีรายงานการเกิดมะเร็งในการผ่าตัดข้อสะโพกแบบใหม่นี้ตั้งแต่เริ่มทดสอบเมื่อปี
1989 เป็นต้นมา
ศัลยแพทย์เชื่อว่าโอกาสที่จะเกิดมะเร็งที่เป็นผลมาจากการผ่าตัดชนิดนี้น้อยมาก |
| 2. |
ผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนมาก
มีความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกคอสะโพกหักได้
ถ้าใช้งานหนักมาก โดยเฉพาะในช่วง 2
ปีแรกหลังผ่าตัด |
| 3. |
การผ่าตัดนี้ไม่สามารถแก้ไขความยาวขาให้สั้นหรือยาวขึ้นกว่าเดิมได้ |
| 4. |
ผู้ป่วยที่เป็นผู้หญิงสามารถมีบุตรได้
จากรายงานไม่พบว่า มีข้อห้ามหรืออันตรายใดๆ
การผ่านของอนุมูลโลหะไปที่รกและทารกมีปริมาณน้อยมากจนไม่เป็นอันตราย |
|
|
ขั้นตอนและการเตรียมการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อสะโพก
เมื่อท่านได้รับคำแนะนำให้เปลี่ยนผิวข้อสะโพกจากศัลยแพทย์
สิ่งที่ควรรู้และทำความเข้าในการผ่าตัดมีดังนี้
| 1. |
ระหว่างผ่าตัด ผู้ป่วยจะได้รับการคาสายสวนปัสสาวะเมื่อการระงับความเจ็บปวดเริ่มขึ้น
ศัลยแพทย์ส่วนใหญ่จะเลือกการผ่าตัด
โดยเปิดเยื่อหุ้มข้อสะโพกจากทางด้านหลัง
แผลผ่าตัดมักจะยาวกว่าแผลในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกทั่วไปประมาณ
50%
เครื่องพิเศษจะถูกนำมาใช้ในการกรอผิวข้อสะโพกเดิม
เพื่อให้เหลือส่วนของกระดูกส่วนหัวและเบ้าส่วนใหญ่ไว้มากที่สุด
ศัลยแพทย์จะทำการวัดขนาดที่เหมาะสมของข้อสะโพกเทียมสำหรับผู้ป่วยในแต่ละราย
เมื่อใส่ข้อสะโพกเทียมแล้ว
ศัลยแพทย์จะทำการทดสอบความมั่นคงของข้อสะโพกก่อนที่ปิดแผลผ่าตัดทุกชั้นตามขั้นตอน
บางครั้งจะมีการสอดท่อระบายเลือดเพื่อป้องกันลิ่มเลือดขนาดใหญ่ตกค้างในแผลผ่าตัด |
| 2. |
หลังผ่าตัด ในช่วงวันหรือสองวันแรก
ผู้ป่วยจะได้รับสารน้ำชดเชยทางเส้นเลือดดำ
และบางครั้งอาจจะต้องให้เลือดทดแทนประมาณ 1-2 ถุง
วิสัญญีแพทย์จะให้ยาระงับปวดหลังผ่าตัดด้วยวิธีต่างๆ
อีก 1-2 วันทางการฉีด
จากนั้นจะเปลี่ยนเป็นรับประทานยาแก้ปวด
ผู้ป่วยจะได้รับอนุญาตให้รับประทานอาหารได้เมื่อกลับถึงหอผู้ป่วย
ศัลยแพทย์บางท่านจะอนุญาตให้เริ่มหัดเดินในเย็นวันที่ได้รับการผ่าตัด
แต่โดยส่วนใหญ่จะให้เริ่มหัดเดินลงน้ำหนักในวันที่
2 หลังผ่าตัด สายระบายเลือด สายสวนปัสสาวะ
และสายน้ำเกลือ จะถูกดึงออกภายใน 1-3
วันหลังผ่าตัด
แผลเย็บหากเป็นไหมไม่ละลายหรือลวดเย็บจะได้รับการตัดออกในวันที่
14 หลังการผ่าตัด
ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะนอนโรงพยาบาลประมาณ 5-7 วัน
เมื่อกลับบ้าน
แพทย์จะแนะนำให้ใช้ไม้ค้ำยันเดินลงน้ำหนักเต็มที่
หลีกเลี่ยงการนั่งหรืองอสะโพกมากๆ ในช่วง 6
สัปดาห์หลังผ่าตัด และอนุญาตให้ขับรถได้ 2
สัปดาห์หลังผ่าตัด |
| 3. |
เมื่อทุกอย่างเข้าที่แล้ว หลัง 6-12 สัปดาห์
ผู้ป่วยเกือบทั้งหมดจะสามารถเดินได้โดยไม่ต้องใช้ไม้ค้ำยัน
แพทย์อนุญาตให้ทำกิจกรรมได้ครบทุกอย่าง
ให้เล่นกีฬาหนักๆ ได้
โดยจะค่อยเป็นค่อยไปเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
ซึ่งจะต่างจากการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกทั่วไปที่แพทย์จะจำกัดไม่ให้ทำงานหนัก
เดินหรือวิ่งมากๆ หรือเล่นกีฬาหนักๆ
เนื่องจากจะทำให้อายุการใช้งานสั้นลงมาก |
|
|
 |
| NICE Guildlines |
ในเดือนเมษายน 2002 the
National Institute for Clinical Excellence (NICE)
ซึ่งเป็นหน่วยของรัฐในประเทศอังกฤษได้ให้คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยที่สนใจรับการ
ผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อสะโพกเทียม มีใจความสรุปได้ว่า
| 1. |
การผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อสะโพกเป็นทางเลือกหนึ่งที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับข้อสะโพกขั้นสุดท้าย
ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดรักษา
และต้องการอายุการใช้งานของข้อเทียมที่ยาวนาน |
| 2. |
การผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อสะโพกควรกระทำโดยศัลยแพทย์ที่ได้รับการฝึกฝนเทคนิคการผ่าตัดแบบนี้โดยตรง |
| 3. |
ผู้ป่วยจะต้องได้รับข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัย
ความน่าเชื่อถือของการผ่าตัดนี้อย่างเพียงพอก่อนที่จะมีการตัดสินใจทำ
โดยเฉพาะในด้านโอกาสการผ่าตัดซ้ำสองในอนาคตเปรียบเทียบกับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกทั่วไป
ผู้ป่วยสามารถของอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.nice.org.uk/ |
|
|
 |
สรุป
ถึงแม้ว่าการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อสะโพกจะเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ได้รับการปรับปรุงขึ้น
ตลอดเวลากว่า 10 ปี ที่ผ่านมา
ผลการผ่าตัดที่และอายุการใช้งานได้เป็นที่ยอมรับทั้งศัลยแพทย์
และผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดสามารถกลับไปดำรงชีวิตอย่างปกติโดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ
ความเข้าใจในบทบาทของข้อสะโพกเทียมที่ทำด้วยโลหะชนกับโลหะในปัจจุบัน
ช่วยให้ศัลยแพทย์สามารถเอาชนะอุปสรรคในด้านอายุการใช้งานในผู้ป่วยอายุได้อย่างมาก
และช่วยให้คุณภาพชีวิตที่เหลือของผู้ป่วยดีขึ้นกว่าสมัยก่อนอย่างมีนัยสำคัญ |
 |
|